วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558

พระพุทธยอดฟ้ามหาราช (ตอนที่ ๔)




     เมื่อกรุงเก่าแตกนั้น ข้าราชการส่วนใหญ่ก็ถูกกวาดต้อนไปเมืองพม่ามากกว่ามาก  ส่วนหนึ่งก็หนีเข้าป่าไป บ้างก็หนีไปเข้าก๊กเจ้าพระยาพิษณุโลก(เรือง)  เช่น หลวงพินิจอักษร (ทองดี)  กับบุตรชายคนเล็ก ซึ่งเจ้าพระยาพิษณุโลกได้ตั้งให้เป็นพระยาจักรีอยู่ในก๊กพระยาพิษณุโลก  และถึงแก่กรรมอยู่ในเมืองนั้น บุตรชายชื่อ  ลา  จึงได้นำกระดูกมาถวายพระพุทธยอดฟ้าในภายหลัง  บางคนก็หนีไปเข้าอยู่กับก๊กเจ้าตากที่เมืองจันทบุรี  เช่น หลวงสิทธินายเวร(หมุด)  ซึ่งภายหลังได้เป็นเจ้าพระยาจักรี (หมด สมุทรานนท์)  ท่านผู้นี้เป็นแขกอาหรับ



     ส่วนนายสุดจินดา(บุญมา)  นั้นได้ลงเรือโกลนพายเล็ดลอดหนีออกจากกรุงศรีอยุธยา มุ่งหน้าไปอยู่กับหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ (ทองด้วง)  ผู้พี่ที่เมืองสมุทรสงคราม พร้อมด้วยเพื่อนร่วมตายอีกสองคน  กลางคืนจึงพายเรือมาตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กลางวันก็เข้าแอบพักอยู่ตามพุ่มไม้ชายฝั่งเรื่อยมาก เมื่อผ่านค่ายพม่าที่ตั้งกองรักษาลำน้ำอยู่  ทหารในค่ายพม่าตีฆ้องให้หยุด นายสุดจินดา(บุญมา)  ก็ทำใจดีสู้เสือ เอาฆ้องกระแต สมบัติของปู่ที่ติดตัวมาตึขึ้นรับ  ทำนองว่าเป็นทหารพม่าออกตรวจลำน้ำ  ก็รอดมาได้โดยตลอด คร้้นถึงป้อมวิไชยประสิทธิ์ แลเห็นทหารพม่าแจวเรือสวนขึ้นมา  จึงแวะขึ้นพักที่วัดสลัก (คือวัดมหาธาตุ ทุกวันนี้ ซึ่งท่านได้สร้างขึ้นใหม่เมื่อเป็นวังหน้า)  แล้วลงเรือโกลนพายต่อมา พอแลเห็นเรือพม่าแจวสวนทางมาก็ล่มเรือลงคว่ำเอาครอบหัวไว้ เอามือพยุงเรือให้ลอย ค่อยว่ายกกระดิกน้ำไป เอาผักตบชวามาคลุมเรือไว้เพื่อพรางตาพม่าพอผ่านพ้นมาได้ 

     เมื่อถึงเมืองสมุทรสาคร ก็ขึ้นนอนพักเอาแรงตามบ้านร้าง คนไทยตอนน้ันหนีพม่าเข้าป่าไปหมดแล้ว นายสุดจินดาและคณะเดินทางไปตามคลองสุนัขหอน ฝนตกฟ้าผ่าเรือทะลุ ฆ้องกระแตจมน้ำหายไป ต่อมาก็มีพวกปล้นยกพวกเข้ามาปล้นเรือ จึงส่งเสียงเป็นภาษาพม่า พวกปล้นตกใจหนึไป ทิ้งดาบไว้ให้เล่มหนึ่ง จึงใช้เป็นอาวุธคู่มือต่อมา เดินทางไปจนถึงบางช้าง เพื่อหาหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ผู้พี่ชาย หลวงอร่ามเรืองฤทธิ์(ทองด้วง)  พี่ชายจึงแนะนำว่า "อย่าอยู่ที่นี่เลย  เพราะเป็นทางเดินทัพของพม่า ไม่ปลอดภัย ขณะนี้พี่ได้ทราบว่าพระยาตากสินไปตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองชลบุรี  ฝั่งตะวันออก  กองทัพพม่าไปไม่ถึง เป็นที่ปลอดภัยกว่า ในยามแผ่นดินว่างกษัตริย์เช่นนี้คนที่จะเป็นใหญ่ในแผ่นดินต่อไปนั้น เห็นจะไม่พ้นฝืมือพระยาตากไปได้  เจ้าก็เป็นคนคุ้นเคยกันอยู่ จงอุตส่าห์ไปพึ่งใบบุญเขาเถิด แต่ก่อนจะไป จงอุตส่าห์สืบค้นหามารดาพระยาตากที่ตกค้างอยู่บ้านแหลมเมืองเพชรบุรีแล้วพาตัวไปให้แม่ลูกเขาได้พบกัน พระยาตากก็จะยินดีเป็นล้นพ้น  เจ้าจะได้พึ่งเขาต่อไปในภายหน้า "
     นายสุดจินดาผู้น้องชายก็ตอบว่า ยังไปไม่ได้  ขัดข้องที่เรือใหญ่พอจะข้ามทะเลได้ไม่มี หลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ ก็ว่า

"เรือสำปั้นยาวสี่วาที่มีอยู่ จมน้ำไว้ในคูข้างบ้าน ให้ไปกู้ขึ้นมาพอจะข้ามทะเลได้"   นายสุดจินดา(บุญมา)  กับเพื่อนจึงไปกู้เรือขึ้นมาพร้อมเดินทางไปบ้านแหลม เมืองเพชรบุรี  หลวงอร่ามเรืองฤทธิ์(ทองด้วง)  จึงได้มอบเสื้อผ้าและเสบียงอาหารสำหรับเดินทางให้  แล้วไปหยิบเอาดาบคร่ำทองโบราณมาเล่มหนึ่งกับแหวนสองวง เป็นแหวนพลอยบุศราคำน้ำทอง และ แหวนทับทิม ทรงรังแตน  มามอบให้น้องชายแล้วกล่าวว่า "แหวนนี้เป็นของเมียพี่  ดาบนี้เป็นของปู่ที่รับสืบตระกูลมา  พี่ขอฝากไปให้พระยาตากสินด้วย  ว่าพี่ฝากมาเป็นเครื่องระลึกถึงกันในยามยากแค้นแสนกันดาร" นายสุดจินดา(บุญมา)  ก็ว่าอยากให้พี่ไปด้วย  แต่หลวงอร่ามเรืองฤทธิ์(ทองด้วง)  ตอบว่า พี่ยังไปไม่ได้ขณะนี้  เพราะพี่สะใภ้ของเจ้าก็ตั้งท้องอีหลักอีเหลื่ออยู่  พี่แก้วก็ต้ังท้องจวนคลอดเหมือนกัน  เมื่อพี่สาวและพี่สะใภ้เจ้าคลอดลูกแล้วจึงจะไปได้  ขอให้เจ้าเดินทางล่วงหน้าไปก่อน  เมื่อสบโอกาสแล้วก็ขอให้ออกมารับพี่ไปอยู่ด้วยภายหลัง 

   
(โปรดติดตามตอนต่อไป) 
     


วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

พระพุทธยอดฟ้ามหาราช( ตอนที่ ๕)



     นายสุดจินดา(บุญมา)  จึงได้เดินทางข้ามทะเลไปยังบ้านแหลมเมืองเพชรบุรี  เที่ยวสืบค้นหามารดาพระยาตากสินจนพบ  เพราะเคยรู้จักคุ้นเคยกันอยู่ก่อน  จึงรับมารดาพระยาตากสินลงเรือไปด้วย  เดินทางรอนแรมลัดเลาะไปตามชายฝั่งทะเลแต่ในเวลากลางคืน  พอเวลากลางวันก็หยุดพักตามพุ่มไม้ชายฝั่งเรื่อยไป  ๑๕ วันจึงถึงเมืองชลบุรี  นายสุดจินดา(บุญมา)  มีเพื่อนรักคนหนึ่งอยู่ที่เมืองชลบุรี ชื่อจีนเรือง เป็นลูกจึนแม่ไทย  จึงได้เข้าพักอาศัยอยู่ที่บ้านจีนเรืองซึ่งเป็นสหายรัก  แล้วถามหาพระยาตากสิน  จึนเรืองจึงบอกว่าบัดนี้พระยาตากสินได้จากเมืองชลบุรีแล้ว ไปตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่ที่เมืองจันทบุรี 
      คร้ันแล้วจึนเรืองก็ให้เชิญมารดาพระยาตากสินขึ้่นไปพักนอนบนเรือนชั้นบน  ส่วนตนเองพร้อมด้วยครอบครัวแลคณะสหายนายสุดจินดา(บุญมา)  ลงมานอนอยู่ใต้ถุนเรือน  แล้วจึนเรืองก็ไปหาช้างมาให้มารดาพระยาตากสินขึ้นนั่งบนหลังช้าง  ส่วนตัวจีนเรืองนายสุดจินดาและสหายก็เดินระวังตีนช้างไปเหมือนจตุรังคบาท  ระมัดระวังรักษามารดาพระยาตากสินอย่างดี  เดินทางไปถึงเมืองจันทบุรีจึงให้ปลงช้างไว้นอกกำแพงเมือง  ส่วนนายสุดจินดา(บุญมา)  ขออนุญาตทหารเฝ้าประตูเข้าไปขอเฝ้าพระยาตากสินแต่เพียงผู้เดียว  ขณะน้ันพระยาตากสินกำลังว่าราชการอยู่ที่ท้องพระโรงที่ศาลากลางเมือง แลเห็นนายสุดจินดา(บุญมา)  คลานเข้ามาเฝ้ากราบถวายบังคมดั่งเป็นมหาดเล็ก  จึงร้องทักด้วยความดีพระทัยว่า "เฮ้ย  บุญมาไปอย่างไรมาอย่างไรถึงที่นี่ เป็นสุขสบายดีอยู่ดอกหรือ"  แล้วตรัสต่อไปว่า "เรามาอยู่ที่เมืองจันทบุรีนี้ก็เป็นสุขดีอยู่ แต่ยังมีความทุกข์อยู่อีก ๒ ข้อ  ข้อหนึ่งคือทุกข์ถึงบ้านเมืองว่าจะแก้มือพม่าได้อย่างไร  ข้อสองก็ทุกข์ถึงมารดาของเราว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้เลย  ความทุกข์ของเราสองข้อนี้  ถ้าแม้นว่าผู้ใดช่วยเราให้หายทุกข์ได้แล้ว  เราจะไม่ลืมคุณเลยจนตลอดชีวิต"

     ขณะน้ัน นายสุดจินดา(บุญมา) เห็นได้ช่อง จึงรีบกราบทูลว่า "อันความทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัวสองข้อนั้น ข้าพระพุทธเจ้าขอรับได้ข้อหนึ่ง คือทุกข์ถีงพระราชมารดา  ข้าพระพุทธเจ้าช่วยได้ พระเจ้าข้า" พระเจ้าตากสินจึงตรัสถามว่า "เช่นนั้นหรือ บุญมา เจ้ารู้ว่ามารดาของเราอยู่ที่ใด จงเร่งบอกเรามาโดยเร็วเถิด" 

     นายสุดจินดา(บุญมา) จึงกราบทูลว่า"มารดาของพระเจ้าอยู่หัวพักช้างอยู่นอกกำแพงวัง ขอจงจัดผู้ใหญ่ให้ไปเชิญมาเถิด" 

     พระเจ้าตากสินจึงให้จัดคนไปเชิญเข้ามาพักในกำแพงวัง  แล้วทรงตั้งนายสุดจินดา (บุญมา) เป็นพระมหามนตรี เจ้ากรมพระตำรวจสนมขวาโดยทันที  แล้วตรัสว่า "บุญคุณของเจ้าครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก  เราจักไม่ลืมคุณของเจ้าเลยตลอดชีวิต แม้เจ้ารับราชการอยู่กับเรา  จักทำผิดร้ายแรงสถานใด  เราก็จะไม่ฆ่าเจ้าเป็นความสัตย์"

     ที่นำเรื่องนี้มาเล่ายืดยาวก็เพื่อจะยืนยันว่า  พระพุทธยอดฟ้านั้น เป็นหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ ยกกระบัตรเมืองสมุทรสงคราม  นามตำแหน่งหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์  เป็นนามตำแหน่งหลวงยกกระบัตรเมืองสมุทรสงคราม    นามปลัดเมืองคือ  หลวงชลสินธุสงคราม  นามเจ้าเมืองคือพระแม่กลองบุรีศรีมหาสมุทร  หลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองสมุทรสงครามมาต้ังแต่แรก โดยได้ไปอยู่ในบ้านเมืองของภรรยา  วงศ์ญาติของภรรยาก็เป็นเจ้าเมืองอยู่ในเวลาน้ันคือ  พระแม่กลองบุรี(เสม วงศาโรจน์)  ปลัดเมืองก็เป็นวงศ์ญาติของภรรยาด้วย  มิหนำซ้ำยังได้แต่งงานกับ คุณแก้ว  น้องสาวของคุณนาค ภรรยาของหลวงยกกระบัตรทองด้วงด้วย   เรียกว่ารับราชการอยู่ในวงศ์ญาติแวดล้อมคับคั่ง  มีไพร่พลมีหูตาสืบข่าวศึกใกล้ไกล รู้ข่าวสารบ้านเมืองได้อย่างดี  ไม่ใช่อยู่อย่างหนีศึกพม่ามาแต่เมืองราชบุรี  ไม่มีตำแหน่งหน้าที่ไมมีไพร่พลแต่อย่างใดเลย   ท่านจึงทราบข่าวนางนกแก้ว มารดาพระยาตากสินว่าเป็นชาวบ้านแหลม เมืองเพชรบุรี คงอยู่ที่บ้านแหลม เมืองเพชรบุรี ท่านจึงมอบเรือสำปั้นและเสบียงอาหารให้น้องชายเดินทางไปรับนางนกแก้ว ไปหาพระยาตากสิน  เมื่อพระแม่กลองบุรี (เสม วงศาโรจน์) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองราชบุรี ในปีพ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น  หลวงชลสินธุสงคราม (ศร ณ บางช้าง)   จึงได้รับแต่งต้้งเป็นเจ้าเมืองแทน ส่วนหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) นั้น เป็นตำแหน่งกรมการเมืองลำดับที่สาม  ไม่ได้เลือนขึ้นเป็นปลัดเมืองสมุทรสงคราม  แต่ได้เข้าไปถวายตัวรับราชการอยู่ในกรุงธนบุรี  ในปีพ.ศ. ๒๓๑๑ นั้นเอง 
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

พระพุทธยอดฟ้ามหาราช (ตอนที่ ๓)



     เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ทองปาน)  มีบุตรชายสืบตระกูลคนหนึ่งชื่อ ขุนทอง  ต่อมาได้เป็นเจ้าพระยาวรวงศาธิราช(ขุนทอง)  นามบรรดาศักดิ์ว่า วรวงศาธิราช นี้แสดงว่าเป็นเชื้อสายที่พระเจ้าแผ่นดินทรงรับรองกันว่าเป็นราชวงศ์  เหมือนขุนวรวงศาธิราช (พันบุตรศรีเทพ)  ที่พระนางศรีสุดาจันทร์รับเอาเข้าไปเป็นสวามี

     เจ้าพระยาวรวงศาธิราช(ุขุนทอง) มีบุตรชายสืบตระกูลต่อมาชื่อ  ทองคำ  ต่อมาได้เป็น พระยาราชนิกูล  นามบรรดาศักดิ์ว่า ราชนิกูล นี้แสดงว่าเป็นวงศ์ญาติของพระมหากษัตริย์ด้วย

 พระยาราชนิกูล(ทองคำ) ปลัดทูลฉลองในกระทรวงมหาดไทย มีบุตรสืบตระกูล ชื่อ ทองดี ได้เป็น พระอักษรสุนทร *  เสมียนตรากรมมหาดไทย ตำแหน่งนี้เทียบเท่าอธิบดีกรมมหาดไทย  เพราะสมัยนั้นกรมมหาดไทยก็เทียบเท่ากระทรวงมหาดไทย เสมียนตรากรมจึงเท่ากับอธิบดีกรมสมัยนั้น ตำแหน่งนี้มีอำนาจออกตราพระราชสีห์สั่งการไปยังหัวเมืองต่างๆตามพระบรมราชโองการ เป็นที่เกรงใจของเจ้าเมืองทั้งปวง

 พระอักษรสุนทร(ทองดี)  มีบุตรธิดากับภรรยาหลวงชื่อดาวเรือง รวม ๕ คน คือ
๑. หญิงชื่อ สา ต่อมาเป็นสมเด็จฯเจ้าฟ้า กรมพระยาเทพสุดาวดี (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี)   พระพี่นางในพระพุทธยอดฟ้ามหาราช เป็นต้นสกุล เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา, ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา และ นรินทรางกูร ณ อยุธยา ในปัจจุบันนี้

๒. ชาย ชื่อขุนรามณรงค์ ถึงแก่กรรมแต่สมัยกรุงเก่า

๓. หญิงชื่อ แก้ว  ต่อมาเป็นสมเด็จฯเจ้าฟ้า กรมพระศรีสุดารักษ์ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์)  พระพี่นางในพระพุทธยอดฟ้ามหาราช  เป็นต้นวงศ์สกุล  อิศรางกูร ณอยุธยา, มนตรี ณ อยุธยา และ เทพหัสดิน ณ อยุธยาในปัจจุบันนี้

๔. ชายชื่อ ทองด้วง  ต่อมาคือสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ามหาราช  นี่แหละคือเหตุผลที่ว่าทำไมรูปเขียนของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ทองปาน) จึงคล้ายกับพระบรมฉายาลักษณ์พระพุทธยอดฟ้าฯ มาก  เพราะท่านเป็นเชื้อสายสืบมา ๔ ชั่วคน

๕. ชายชื่อ บุญมา  ต่อมาเป็นกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระมหาอุปราชวังหน้าในรัชกาลที ่๑ เป็นต้นสกุล อสุนี ณ อยุธยา, สังขทัต ณ อยุธยา, ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา, นีรสิงห์ ณ อยุธยา

บุตรชายของพระอักษรสุนทร (ทองดี)  คนโตที่ชื่อ ทองด้วงนั้น ได้มาเป็นมหาดเล็กอยู่ในกรมหลวงอุทมพร  แล้วได้เป็นหลวงยกกระบัตร เมืองสมุทรสงคราม  เมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๔  ได้สมรสกับนางสาวนาค ธิดาเศรษฐีบางช้าง เมืองสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นญาติสนิทกับพระแม่กลองบุรี (เสม) เจ้าเมืองสมุทรสงครามในสมัยนั้น ดังจะแสดงแผนผังตระกูลให้เห็นดังนี้  



๑. สายพระแม่กลองบุรี (เสม)


พระเอกาทศรถ
|
 เจ้าพลาย
|
|                          ท่านยายถี + ท่านตาพลอย
|
 ท่านยายเมือง
|
 พระแม่กลองบุรี (เสม)




๒.สายนางสาวนาค ภรรยาหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) 

พระเอกาทศรถ
|
เจ้าพลาย
|
                          ท่านยายชี + ท่านตาพลอย
|
                 เศรษฐีทอง + เศรษฐีสั้น 
              |_______________|
                     |                        
                        นางสาวนาค + หลวงยกกระบัตร

         ตามแผนผังสกุลนี้จะเห็นได้ว่า  นางสาวนาค ภรรยาหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) เป็นญาติชั้นเดียวกับพระแม่กลองบุรี (เสม) อยู่ในวงศ์ตระกูลกันมาแต่เดิม

หลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) จึงรับราชการอยู่ในเมืองสมุทรสงครามกับพระแม่กลองบุรี (เสม) เจ้าเมืองสมุทรสงครามในฐานะญาติข้างภรรยา  มาต้ังแต่พ.ศ. ๒๓๐๔  สมัยกรุงศรีอยุธยา 

สมัยน้ันเมืองสมุทรสงครามเป็นเมืองจัตวา  ต้องขึ้นแก่เมืองราชบุรี  ซึ่งเป็นเมืองโทอีกต่อหนึ่ง  และหัวเมืองชายทะเลขึ้นแก่กรมท่า  คือเมืองราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด  เมืองเหล่านี้ขึ้นแก่กรมท่าทั้งหมด  ขณะนั้นพระแม่กลองบุรีได้ไปช่วยราชการเก็บภาษีอากรอยู่ทางหัวเมืองชายทะเลตะวันออก 

ในพ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก  พระแม่กลองบุรี(เสม) จึงได้ถวายข้าวเปลือกแก่พระเจ้าตากสิน  มีความชอบ เมื่อพระเจ้าตากสินได้เสวยราชย์แล้วจึงโปรดแต่งต้ังพระแม่กลองบุรี(เสม) เป็นพระยาอมรินทรฤาไชย

ส่วนทางเมืองสมุทรสงครามก็โปรดแต่งตั้งปลัดเมืองเป็นพระแม่กลองบุรีคนต่อไป  พระแม่กลองบุรีคนใหม่ชื่อ ศร  เป็นวงศ์ญาติกับพระแม่กลองบุรีคนเก่า และเป็นวงศ์ญาติกับนางนาค  ภรรยาหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) 


๓.สายพระแม่กลองบุรี(ศร)


พระเอกาทศรถ
|
ท่านตาปะขาว (เจ้าแสน)
|
ทานตาบุญสา
|
ท่านตานพ
|
พระแม่กลองบุรี(ศร)

        ยิ่งกว่าน้ันภรรยาพระแม่กลองบุรี(ศร)  ยังเป็นน้องสาวของนางนาค  ภรรยาหลวงยกกระบัตร(ทองด้วง)อีกด้วย  ดังแผนผังสกุลดังต่อไปนี้ 


๔. สายคุณแก้ว  ภรรยาพระแม่กลองบุรี (สอน)

พระเอกาทศรถ
|
เจ้าพลาย
|
ท่านยายชี
|
ท่านเศรษฐีทอง
|
                                     คุณแก้ว +  พระแม่กลองบุรี (สอน)   

จะเห็นว่า พระแม่กลองบุรี (เสม)  กับพระแม่กลองบุรี (ศร)  คุณนาค ภรรยาหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง)  กับคุณแก้ว ภรรยาพระแม่กลองบุรี (ศร)  เป็นญาติวงศ์เดียวกันทั้งสิ้น 


----------------


*(๑)  จากหนังสือ ปฐมวงศ ์ ฉบับพระราชหัตถเลขาถึงเซอร์จอหน์เบาริ่ง  พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๔ : หลวงยกกระบัตร(ทองด้วง)  เป็นบุตรพระอักษรสุนทร (ทองดี) 
(๒) หนังสือปฐมวงศ์ ฉบับประชุมพงศาวดารภาค ๘ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ หลวงยกกระบัตร (ทองด้วง)  เป็นบุตรหลวงพินิจอักษร (ทองดี) 
(โปรดติดตามตอนต่อไป) 


















































*(๑)จากหนังสือปฐมวงศ์ฉบับพระราชหัตถเลขาถึงเซอร์จอหน์เบาริ่ง พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๔ : หลวงยกกระบัตร(ทองด้วง) เป็นบุตรพระอักษรสุนทร(ทองดี)
(๒) หนังสือปฐมวงศ์ ฉบับประชุมพงศาวดารภาค ๘ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔: หลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) เป็นบุตรหลวงพินิจอักษร(ทองดี)

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558

พระพุทธยอดฟ้ามหาราช (ตอนที่ ๒)




         แรกเริ่มเดิมที่สมิงพระรามเชื้อชาติมอญ  พระสหายของพระนเรศวรมหาราช  ได้อพยพติดตามพระนเรศวรมหาราช เข้ามารับราชการอยู่ในกรุงศรีอยุธยาในตอนปลายรัชกาลของพระมหาธรรมราชา  ประมาณพ.ศ. ๒๑๒๐  สมิงพระรามนี้ต่อมาคือ พระยาเกียรติพระราม  พระยาเกียรติพระรามผู้นี้  พระราชพงศาวดารมักจะเขียนว่า "พระยาเกียรติพระยาราม" ทำให้เข้าใจผิดกันมาตลอดว่าเป็นคนสองคน  พระยาเกียรติคนหนึ่ง  พระยารามคนหนึ่ง   แท้ที่จริงเป็นคนคนเดียวกัน  บรรดาศักดิ์ว่า "พระยาเกียรติพระราม"  นั้น เป็นยศศักดิ์โบราณ  ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องก็ต้องเรียกว่า "พระยาเกียรติพระราม" แปลว่า ่"พระยาผู้มีเกียรติดั่งพระราม"  หรือ  "พระรามผู้มีเกียรติ"  เหมือนที่เราเรียกวรรรคดีเรื่องพระรามปราบยักษ์ว่า "รามเกียรติ์" ซึ่งแปลว่า "เกียรติแห่งพระราม"  เป็นราชทินนามบรรดาศักดิ์พิเศษที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชพระราชทานให้แก่นายทหารมอญผู้จงรักภักดีอย่างมอบกายถวายชีวิตผู้นี้   และนามบรรดาศักดิ์นี้เป็นนามบรรดาศักดิ์ของไทยไม่ใช่นามบรรดาศักดิ์ของทหารมอญ
        
        เมื่อท่านมารับราชการเป็นพระยาพานทองของไทยแล้วท่านได้รับพระราชทานนามบรรดาศักดิ์ว่า ่"พระยาเกียรติพระราม"  แล้วก็ไม่มีผู้ใดได้รับพระราชทานนามนี้อีกเลย   ตัวอย่างในรัชกาลที่ ๕  นี้ก็มีอยู่  คือ พระปิยมหาราชทรงมีข้าหลวงเดิมอยู่คนหนึ่งชื่อนายเปล่ง  เป็นที่โปรดปราน  วันหนึ่งจึงทรงถามว่า "ตาเปล่ง  แกอยากเป็นอะไร"  นายเปล่งตอบทันทีว่า  "อยากเป็นพระยา พระพุทธเจ้าข้า"  พระปิยมหาราชก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น "ขุนหลวงพระยาไกรสีห์"  คือ ท่านผู้นี้ยังไม่ทันเป็นขุนเลยจะขอเป็นพระยา  แต่เมื่อตรัสถามว่าอยากได้เป็นอะไร  เขาอยากเป็นพระยาก็ทรงตั้งให้เขาเป็นทันตาเห็น  ก็เลยไม่รู้ว่าท่านผู้นี้เป็นขุนหรือพระยากันแน่    แต่คำพระราชทานยศอย่างนี้ถือกันว่าเป็นยศพิเศษ ถ้าจะว่าไปแล้วก็เทียบเท่า "ขุนหลวงพะงั่ว" "ขุนหลวงดอกมะเดื่อ" "ขุนหลวงพระยาตาก"  ทีเดียว  ก็เหมือนนามบรรดาศักดิ์ "พระยาเกียรติพระราม" นั่นแหละ เป็นบรรดาศักดิ์พิเศษที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชพระราชทานให้แก่นายทหารมอญคนนี้  ผู้ซึ่งมีความจงรักภักดียอมมอบกายถวายชีวิตติดตามพระองค์เข้ามารับราชการอยู่ด้วย  พระยาเกียรติพระรามนี้รู้จักคุ้นเคยและจงรักภักดีต่อพระนเรศวรมหาราชมาตั้งแต่พระองค์อยู่ในประเทศพม่า  เมื่อได้โอกาสจึงติดตามเข้ามารับราชการเป็นนายทหารกล้าตายของพระนเรศวรมหาราช  เข้าใจว่าจะมีจิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญชาญชัยพอๆกับหรือแบบเดียวกันกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  คนที่มีอุปนิสัยจิตใจคล้ายคลึงกันจึงจะรักใคร่นับถือกันมาก  

     เมื่อได้ติดตามเข้ามารับราชการเมืองไทยแล้ว  ก็ได้รับพระราชทานภรรยาคนหนึ่งคือ หม่อมเจ้าหญิงอำไพ  พระธิดาพระมหาธรรมราชา คือเป็นพระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั่นเอง  การที่พระราชทานเจ้าหญิงให้เป็นภรรยาเช่นนี้ก็แสดงว่าโปรดเกล้าฯรับเข้ามาเป็นเขยในราชวงศ์  หรือรับเอาเข้ามาเป็นวงศ์ญาตินั่นเอง  เรียกว่า พระยาเกียรติพระรามผู้นี้ได้เข้ามาเป็นพระญาติวงศ์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้วในตอนนี้ 
     พระยาเกียรติพระรามกับหม่อมเจ้าหญิงอำไพ มีบุตรเป็นชายสองคน ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา  คนพี่ชื่อเหล็ก  ได้เป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก)  คนน้องชื่อทองปาน ได้เป็น เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ทองปาน)  แทนพี่ชายในเวลาต่อมา  เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)  เป็นทหารชั้นแม่ทัพ  ไปรบเมืองทวายแล้วไปตายในราชการสงคราม  น้องชายที่ชื่อทองปาน ก็ได้รับช่วงตำแหน่งต่อมาเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี(ทองปาน) ตำแหน่งนี้ในยามปกติก็ว่ากรมเจ้าท่า  บางทีก็ว่ากรมพระคลังมหาสมบัติในยามศึกสงครามก็เป็นแม่ทัพด้วย  แสดงว่าเป็นบุคคลสำคัญมากที่สุดที่คุมขุมกำลังท้้งการคลังและการทหาร แสดงถึงว่าเป็นเชื้อสายในราชวงศ์และมีความสามารถด้วย จึงได้คุมตำแหน่งสำคัญนี้ 

     เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ทองปาน) นั้นท่านเคยเป็นเอกอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มไปเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศฝรั่งเศส  ท่านเป็นราชทูตที่มีชื่อเสียงเกียรติยศมาก  ทางฝรั่งเศสก็ยกย่องถึงแก่ได้ให้จิตรกรเขียนรูปท่านไว้  จึงเป็นหลักฐานอันสำคัญมากว่าท่านมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร  รูปภาพเขียนของท่านนี้ ต่อมานายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ ไปได้มาจากหอสมุดในประเทศฝรั่งเศส  ได้นำเอามาพิมพ์เผยแแพร่  เป็นการน่าประหลาดมากที่รูปเขียนของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ทองปาน) นี้ละม้ายแม้นกับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระพุทธยอดฟ้าฯ มาก  เดี๋ยวท่านก็จะทราบเองว่าทำไมจึงคล้ายกัน  
(โปรดติดตามตอนต่อไป) 

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

พระพุทธยอดฟ้ามหาราช( ตอนที่ ๑ )






พระพุทธยอดฟ้ามหาราช

กษัตริย์นักรบ นักรัก นักกวี นักการทูต


                               ๐เรื่องพระพุทธยอดฟ้ามหาราช
                               ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ดเป็นเกร็ดเล่า
                               อันคนไทยควรรู้อย่าดูเบา
                              จะได้เข้าใจเรื่องเบื้องโบราณ
                               กษัตริย์วงศ์จักรีบัดนี้เล่า
                               คือวงศ์พระร่วงเจ้าที่เล่าขาน
                               เป็นนักรบนักกวีมีตำนาน
                               เป็นนักการทูตฉลาดสามารถนัก
                               สืบมาแต่เจ้าพระยาโกษาปาน
                               เป็นนักการทูตเลิศประเสริฐศักดิ์
                               เป็นแม่ทัพกาจกล้าสามิภักดิ์
                               เป็นนักรักนักสวาทนาถอนงค์  ฯ
          
        พระพุทธยอดฟ้ามหาราช  ทรงเป็นมหาบุรษของชาติไทยผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่งซึ่งบัดนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าสมควรเป็นมหาราช  จึงได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า "พระพุทธยอดฟ้ามหาราช" ตั้งแต่ปีฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี  ทางราชการดูเหมือนจะเรียกพระนามว่า "พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช"   ตามข้อเสนอของพระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ)  แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า "พระพุทธยอดฟ้ามหาราช"  มีความไพเราทางภาษาศาสตร์และสั้นกระทัดรัดเรียกง่ายดีกว่า  จึงขอให้คำนี้เหมือนกับที่เราเรียกพระมหาราชองค์อื่่นๆ สั้นๆ ว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราช  พระนเรศวรมหาราช พระนารายณ์มหาราช พระเจ้าตากสินมหาราช พระปิยมหาราช เป็นต้น  
        
        คนมักมองกันว่าพระองค์ท่านคือทหารเอกของพระเจ้าตากสินมหาราชเท่านั้น  แต่เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์กันอย่างถี่ถ้วนแล้ว  ก็จะเห็นว่าพระองค์ท่านคือพระมหาราชพระองค์หนึ่งของชาติไทย ถ้าหากว่าไม่มีพระองค์รับช่วงงานสร้างชาติต่อมาแล้ว  บ้านเมืองของเราคงจะไม่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้  คงจะเป็นเหมือนพม่่า เขมร ลาว ญวนนั่นแหละ

         ใครคงจะไม่ปฎิเสธว่าพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านคือพื้นฐานของสยามประเทศในเวลาต่อมา   แม้แผ่นดินสยามในรัชสมัยของพระองค์ก็กว้างใหญ่ไพศาลกว่าทุกวันนี้อีกเกือบเท่าตัว   ผู้คนพลเมืองในประเทศนี้ที่มีหลายเชื้อชาติทั้งเขมร ลาว มอญ รวมท้ังชาวไทยอิสลามที่มาอยู่ในประเทศไทยในเวลานี้นั้น  ล้วนแต่ได้อพยพติดตามกองทัพไทยมาในแผ่นดินพระพุทธยอดฟ้าโดยมาก  ถ้าหากใครจะเรียกว่าเป็นเชลยศึกถูกกวาดต้อนมา  ก็อยากจะย้อนถามว่ามีใครสักคนไหมอยากจะกลับไปอยู่ถิ่นฐานบ้านเดิม  และถ้ากลับไปอยู่แล้วจะมีความสุขกว่าที่อยู่ในแผ่นดินสยามนี้หรือไม่  เขาผู้นั้นก็คงจะตอบตัวเองได้ดีกว่าใครๆ  ก็แล้วถ้าเช่นนั้นจะไม่ขอบพระเดชพระคุณพระพุทธยอดฟ้ามหาราชบ้างเลยหรือ 
        
        บรรดาประชาชนชาวสยามทุกเชื้อชาติที่อยู่อาศัยทำมาหากินบนแผ่นดินนี้แม้ชนต่างชาติเช่นชาวจีนเขาก็ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณข้อนี้อยู่  ที่ได้มาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่เย็นเป็นสุข เขาจึงกระทำการตอบแทนคุณแผ่นดินนี้อยู่ตลอดมาไม่ขาดสาย  เมื่อถึงรุ่นลูกหลานเขาก็กลายเป็นคนไทยทำคุณประโยชน์ให้แก่แผ่นดินนี้นับตระกูลไม่ถ้วน  ข้อนี้ก็ควรจะยกให้เป็นพระบรมโพธิสมภารของพระพุทธยอดฟ้ามหาราชที่ปกป้องมาทุกวันนี้ 

        พระพุทธยอดฟ้ามหาราชนั้น จะว่าโดยทางวงศ์ตระกูลแล้วก็ทรงสืบสายโลหิตมาจากตระกูลขุนนางเจ้านายมาโดยไม่ขาดสายเป็นเวลากว่า ๕ ชั่วคนแล้ว  เป็นตระกูลที่สืบสายโลหิตมาอย่างประหลาดอัศจรรย์  คือเป็นตระกูลที่มีปรีชาสามารถ เป็นนักรบ  นักกวี นักการทูต  และเป็นตระกูลทีทรงศึลทางธรรมถึงขนาดเป็นนักบวชในทางพุทธศาสนาด้วย เพื่อยืนยันในข้อความที่กล่าวนี้ว่ามิได้ยกย่องจนเกินความสัตย์ความจริง  ข้าพเจ้าจึงขอลำดับความให้เห็นแต่โดยย่อดังต่อไปนี้  และขอออกตัวไว้ก่อนว่า  บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นวิชาการหรือตำรับตำราอะไร  เป็นการเล่าเรื่องเก่าๆให้ฟังเท่านั้น  

                                                               (โปรดติตตามตอนต่อไป) 
                

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑




พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑



พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑  เป็นรูปปทุมอุณาโลม มีอักขร"อุ"  อยู่กลาง  ล้อมรอบด้วยกลีบบัว  อันเป็นพฤษชาติที่เป็นสิริมงคลในพระพุทธศาสนา  ตราอุณาโลมมีรูปร่างคล้ายสังข์เวียนขวา อยู่ในกรอบลายกนก  เริ่มใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อพ.ศ. ๒๓๒๘

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

พระพุทธยอดฟ้ามหาราช กษัตริย์นักรบ นักรัก นักกวี นักการทูต

                                                    



          บทความ  "พระพุทธยอดฟ้ามหาราช กษัตริย์นักรบ นักรัก นักกวี นักการทูต"  โดยนายเทพ สุนทรศารทูล  พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ"มานวสาร"  วารสารรายเดือนของชุมนุมนักเรียนเก่าโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ของรัชกาลที่ ๖  ด้วยความจงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและราชวงศ์จักรี
        บทความนี้ได้รวบรวม พระราชประวัติแต่แรกที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์พระร่วงในสมัยสุโขทัย   และพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ามหาราช 
        พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์จักรี   ผู้ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม สมดังพระปณิธานของพระองค์ที่ว่า

                                      "ตั้งใจจะอปถัมภก
                                        ยอยกพระพุทธศาสนา
                                        ป้องกันขอบขันฑสีมา
                                        รักษาประชาชนและมนตรี"  







(บทความนี้ได้นำมาพิมพ์และมอบให้หอสมุดแห่งชาติ เพื่อประโยชน์ทางประวัติศาสตร์ต่อไป)