วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558
วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558
พระพุทธยอดฟ้ามหาราช( ตอนที่ ๕)
นายสุดจินดา(บุญมา) จึงได้เดินทางข้ามทะเลไปยังบ้านแหลมเมืองเพชรบุรี เที่ยวสืบค้นหามารดาพระยาตากสินจนพบ เพราะเคยรู้จักคุ้นเคยกันอยู่ก่อน จึงรับมารดาพระยาตากสินลงเรือไปด้วย เดินทางรอนแรมลัดเลาะไปตามชายฝั่งทะเลแต่ในเวลากลางคืน พอเวลากลางวันก็หยุดพักตามพุ่มไม้ชายฝั่งเรื่อยไป ๑๕ วันจึงถึงเมืองชลบุรี นายสุดจินดา(บุญมา) มีเพื่อนรักคนหนึ่งอยู่ที่เมืองชลบุรี ชื่อจีนเรือง เป็นลูกจึนแม่ไทย จึงได้เข้าพักอาศัยอยู่ที่บ้านจีนเรืองซึ่งเป็นสหายรัก แล้วถามหาพระยาตากสิน จึนเรืองจึงบอกว่าบัดนี้พระยาตากสินได้จากเมืองชลบุรีแล้ว ไปตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่ที่เมืองจันทบุรี
คร้ันแล้วจึนเรืองก็ให้เชิญมารดาพระยาตากสินขึ้่นไปพักนอนบนเรือนชั้นบน ส่วนตนเองพร้อมด้วยครอบครัวแลคณะสหายนายสุดจินดา(บุญมา) ลงมานอนอยู่ใต้ถุนเรือน แล้วจึนเรืองก็ไปหาช้างมาให้มารดาพระยาตากสินขึ้นนั่งบนหลังช้าง ส่วนตัวจีนเรืองนายสุดจินดาและสหายก็เดินระวังตีนช้างไปเหมือนจตุรังคบาท ระมัดระวังรักษามารดาพระยาตากสินอย่างดี เดินทางไปถึงเมืองจันทบุรีจึงให้ปลงช้างไว้นอกกำแพงเมือง ส่วนนายสุดจินดา(บุญมา) ขออนุญาตทหารเฝ้าประตูเข้าไปขอเฝ้าพระยาตากสินแต่เพียงผู้เดียว ขณะน้ันพระยาตากสินกำลังว่าราชการอยู่ที่ท้องพระโรงที่ศาลากลางเมือง แลเห็นนายสุดจินดา(บุญมา) คลานเข้ามาเฝ้ากราบถวายบังคมดั่งเป็นมหาดเล็ก จึงร้องทักด้วยความดีพระทัยว่า "เฮ้ย บุญมาไปอย่างไรมาอย่างไรถึงที่นี่ เป็นสุขสบายดีอยู่ดอกหรือ" แล้วตรัสต่อไปว่า "เรามาอยู่ที่เมืองจันทบุรีนี้ก็เป็นสุขดีอยู่ แต่ยังมีความทุกข์อยู่อีก ๒ ข้อ ข้อหนึ่งคือทุกข์ถึงบ้านเมืองว่าจะแก้มือพม่าได้อย่างไร ข้อสองก็ทุกข์ถึงมารดาของเราว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้เลย ความทุกข์ของเราสองข้อนี้ ถ้าแม้นว่าผู้ใดช่วยเราให้หายทุกข์ได้แล้ว เราจะไม่ลืมคุณเลยจนตลอดชีวิต"
ขณะน้ัน นายสุดจินดา(บุญมา) เห็นได้ช่อง จึงรีบกราบทูลว่า "อันความทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัวสองข้อนั้น ข้าพระพุทธเจ้าขอรับได้ข้อหนึ่ง คือทุกข์ถีงพระราชมารดา ข้าพระพุทธเจ้าช่วยได้ พระเจ้าข้า" พระเจ้าตากสินจึงตรัสถามว่า "เช่นนั้นหรือ บุญมา เจ้ารู้ว่ามารดาของเราอยู่ที่ใด จงเร่งบอกเรามาโดยเร็วเถิด"
นายสุดจินดา(บุญมา) จึงกราบทูลว่า"มารดาของพระเจ้าอยู่หัวพักช้างอยู่นอกกำแพงวัง ขอจงจัดผู้ใหญ่ให้ไปเชิญมาเถิด"
พระเจ้าตากสินจึงให้จัดคนไปเชิญเข้ามาพักในกำแพงวัง แล้วทรงตั้งนายสุดจินดา (บุญมา) เป็นพระมหามนตรี เจ้ากรมพระตำรวจสนมขวาโดยทันที แล้วตรัสว่า "บุญคุณของเจ้าครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เราจักไม่ลืมคุณของเจ้าเลยตลอดชีวิต แม้เจ้ารับราชการอยู่กับเรา จักทำผิดร้ายแรงสถานใด เราก็จะไม่ฆ่าเจ้าเป็นความสัตย์"
ที่นำเรื่องนี้มาเล่ายืดยาวก็เพื่อจะยืนยันว่า พระพุทธยอดฟ้านั้น เป็นหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ ยกกระบัตรเมืองสมุทรสงคราม นามตำแหน่งหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ เป็นนามตำแหน่งหลวงยกกระบัตรเมืองสมุทรสงคราม นามปลัดเมืองคือ หลวงชลสินธุสงคราม นามเจ้าเมืองคือพระแม่กลองบุรีศรีมหาสมุทร หลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองสมุทรสงครามมาต้ังแต่แรก โดยได้ไปอยู่ในบ้านเมืองของภรรยา วงศ์ญาติของภรรยาก็เป็นเจ้าเมืองอยู่ในเวลาน้ันคือ พระแม่กลองบุรี(เสม วงศาโรจน์) ปลัดเมืองก็เป็นวงศ์ญาติของภรรยาด้วย มิหนำซ้ำยังได้แต่งงานกับ คุณแก้ว น้องสาวของคุณนาค ภรรยาของหลวงยกกระบัตรทองด้วงด้วย เรียกว่ารับราชการอยู่ในวงศ์ญาติแวดล้อมคับคั่ง มีไพร่พลมีหูตาสืบข่าวศึกใกล้ไกล รู้ข่าวสารบ้านเมืองได้อย่างดี ไม่ใช่อยู่อย่างหนีศึกพม่ามาแต่เมืองราชบุรี ไม่มีตำแหน่งหน้าที่ไมมีไพร่พลแต่อย่างใดเลย ท่านจึงทราบข่าวนางนกแก้ว มารดาพระยาตากสินว่าเป็นชาวบ้านแหลม เมืองเพชรบุรี คงอยู่ที่บ้านแหลม เมืองเพชรบุรี ท่านจึงมอบเรือสำปั้นและเสบียงอาหารให้น้องชายเดินทางไปรับนางนกแก้ว ไปหาพระยาตากสิน เมื่อพระแม่กลองบุรี (เสม วงศาโรจน์) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองราชบุรี ในปีพ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น หลวงชลสินธุสงคราม (ศร ณ บางช้าง) จึงได้รับแต่งต้้งเป็นเจ้าเมืองแทน ส่วนหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) นั้น เป็นตำแหน่งกรมการเมืองลำดับที่สาม ไม่ได้เลือนขึ้นเป็นปลัดเมืองสมุทรสงคราม แต่ได้เข้าไปถวายตัวรับราชการอยู่ในกรุงธนบุรี ในปีพ.ศ. ๒๓๑๑ นั้นเอง
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558
พระพุทธยอดฟ้ามหาราช (ตอนที่ ๓)
วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558
พระพุทธยอดฟ้ามหาราช (ตอนที่ ๒)
วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558
พระพุทธยอดฟ้ามหาราช( ตอนที่ ๑ )
พระพุทธยอดฟ้ามหาราช
กษัตริย์นักรบ นักรัก นักกวี นักการทูต
๐เรื่องพระพุทธยอดฟ้ามหาราช
ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ดเป็นเกร็ดเล่า
อันคนไทยควรรู้อย่าดูเบา
จะได้เข้าใจเรื่องเบื้องโบราณ
กษัตริย์วงศ์จักรีบัดนี้เล่า
คือวงศ์พระร่วงเจ้าที่เล่าขาน
เป็นนักรบนักกวีมีตำนาน
เป็นนักการทูตฉลาดสามารถนัก
สืบมาแต่เจ้าพระยาโกษาปาน
เป็นนักการทูตเลิศประเสริฐศักดิ์
เป็นแม่ทัพกาจกล้าสามิภักดิ์
เป็นนักรักนักสวาทนาถอนงค์ ฯ
พระพุทธยอดฟ้ามหาราช ทรงเป็นมหาบุรษของชาติไทยผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่งซึ่งบัดนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าสมควรเป็นมหาราช จึงได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า "พระพุทธยอดฟ้ามหาราช" ตั้งแต่ปีฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ทางราชการดูเหมือนจะเรียกพระนามว่า "พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช" ตามข้อเสนอของพระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ) แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า "พระพุทธยอดฟ้ามหาราช" มีความไพเราทางภาษาศาสตร์และสั้นกระทัดรัดเรียกง่ายดีกว่า จึงขอให้คำนี้เหมือนกับที่เราเรียกพระมหาราชองค์อื่่นๆ สั้นๆ ว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระนเรศวรมหาราช พระนารายณ์มหาราช พระเจ้าตากสินมหาราช พระปิยมหาราช เป็นต้น
คนมักมองกันว่าพระองค์ท่านคือทหารเอกของพระเจ้าตากสินมหาราชเท่านั้น แต่เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์กันอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็จะเห็นว่าพระองค์ท่านคือพระมหาราชพระองค์หนึ่งของชาติไทย ถ้าหากว่าไม่มีพระองค์รับช่วงงานสร้างชาติต่อมาแล้ว บ้านเมืองของเราคงจะไม่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้ คงจะเป็นเหมือนพม่่า เขมร ลาว ญวนนั่นแหละ
ใครคงจะไม่ปฎิเสธว่าพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านคือพื้นฐานของสยามประเทศในเวลาต่อมา แม้แผ่นดินสยามในรัชสมัยของพระองค์ก็กว้างใหญ่ไพศาลกว่าทุกวันนี้อีกเกือบเท่าตัว ผู้คนพลเมืองในประเทศนี้ที่มีหลายเชื้อชาติทั้งเขมร ลาว มอญ รวมท้ังชาวไทยอิสลามที่มาอยู่ในประเทศไทยในเวลานี้นั้น ล้วนแต่ได้อพยพติดตามกองทัพไทยมาในแผ่นดินพระพุทธยอดฟ้าโดยมาก ถ้าหากใครจะเรียกว่าเป็นเชลยศึกถูกกวาดต้อนมา ก็อยากจะย้อนถามว่ามีใครสักคนไหมอยากจะกลับไปอยู่ถิ่นฐานบ้านเดิม และถ้ากลับไปอยู่แล้วจะมีความสุขกว่าที่อยู่ในแผ่นดินสยามนี้หรือไม่ เขาผู้นั้นก็คงจะตอบตัวเองได้ดีกว่าใครๆ ก็แล้วถ้าเช่นนั้นจะไม่ขอบพระเดชพระคุณพระพุทธยอดฟ้ามหาราชบ้างเลยหรือ
บรรดาประชาชนชาวสยามทุกเชื้อชาติที่อยู่อาศัยทำมาหากินบนแผ่นดินนี้แม้ชนต่างชาติเช่นชาวจีนเขาก็ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณข้อนี้อยู่ ที่ได้มาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่เย็นเป็นสุข เขาจึงกระทำการตอบแทนคุณแผ่นดินนี้อยู่ตลอดมาไม่ขาดสาย เมื่อถึงรุ่นลูกหลานเขาก็กลายเป็นคนไทยทำคุณประโยชน์ให้แก่แผ่นดินนี้นับตระกูลไม่ถ้วน ข้อนี้ก็ควรจะยกให้เป็นพระบรมโพธิสมภารของพระพุทธยอดฟ้ามหาราชที่ปกป้องมาทุกวันนี้
พระพุทธยอดฟ้ามหาราชนั้น จะว่าโดยทางวงศ์ตระกูลแล้วก็ทรงสืบสายโลหิตมาจากตระกูลขุนนางเจ้านายมาโดยไม่ขาดสายเป็นเวลากว่า ๕ ชั่วคนแล้ว เป็นตระกูลที่สืบสายโลหิตมาอย่างประหลาดอัศจรรย์ คือเป็นตระกูลที่มีปรีชาสามารถ เป็นนักรบ นักกวี นักการทูต และเป็นตระกูลทีทรงศึลทางธรรมถึงขนาดเป็นนักบวชในทางพุทธศาสนาด้วย เพื่อยืนยันในข้อความที่กล่าวนี้ว่ามิได้ยกย่องจนเกินความสัตย์ความจริง ข้าพเจ้าจึงขอลำดับความให้เห็นแต่โดยย่อดังต่อไปนี้ และขอออกตัวไว้ก่อนว่า บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นวิชาการหรือตำรับตำราอะไร เป็นการเล่าเรื่องเก่าๆให้ฟังเท่านั้น
คนมักมองกันว่าพระองค์ท่านคือทหารเอกของพระเจ้าตากสินมหาราชเท่านั้น แต่เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์กันอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็จะเห็นว่าพระองค์ท่านคือพระมหาราชพระองค์หนึ่งของชาติไทย ถ้าหากว่าไม่มีพระองค์รับช่วงงานสร้างชาติต่อมาแล้ว บ้านเมืองของเราคงจะไม่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้ คงจะเป็นเหมือนพม่่า เขมร ลาว ญวนนั่นแหละ
ใครคงจะไม่ปฎิเสธว่าพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านคือพื้นฐานของสยามประเทศในเวลาต่อมา แม้แผ่นดินสยามในรัชสมัยของพระองค์ก็กว้างใหญ่ไพศาลกว่าทุกวันนี้อีกเกือบเท่าตัว ผู้คนพลเมืองในประเทศนี้ที่มีหลายเชื้อชาติทั้งเขมร ลาว มอญ รวมท้ังชาวไทยอิสลามที่มาอยู่ในประเทศไทยในเวลานี้นั้น ล้วนแต่ได้อพยพติดตามกองทัพไทยมาในแผ่นดินพระพุทธยอดฟ้าโดยมาก ถ้าหากใครจะเรียกว่าเป็นเชลยศึกถูกกวาดต้อนมา ก็อยากจะย้อนถามว่ามีใครสักคนไหมอยากจะกลับไปอยู่ถิ่นฐานบ้านเดิม และถ้ากลับไปอยู่แล้วจะมีความสุขกว่าที่อยู่ในแผ่นดินสยามนี้หรือไม่ เขาผู้นั้นก็คงจะตอบตัวเองได้ดีกว่าใครๆ ก็แล้วถ้าเช่นนั้นจะไม่ขอบพระเดชพระคุณพระพุทธยอดฟ้ามหาราชบ้างเลยหรือ
บรรดาประชาชนชาวสยามทุกเชื้อชาติที่อยู่อาศัยทำมาหากินบนแผ่นดินนี้แม้ชนต่างชาติเช่นชาวจีนเขาก็ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณข้อนี้อยู่ ที่ได้มาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่เย็นเป็นสุข เขาจึงกระทำการตอบแทนคุณแผ่นดินนี้อยู่ตลอดมาไม่ขาดสาย เมื่อถึงรุ่นลูกหลานเขาก็กลายเป็นคนไทยทำคุณประโยชน์ให้แก่แผ่นดินนี้นับตระกูลไม่ถ้วน ข้อนี้ก็ควรจะยกให้เป็นพระบรมโพธิสมภารของพระพุทธยอดฟ้ามหาราชที่ปกป้องมาทุกวันนี้
พระพุทธยอดฟ้ามหาราชนั้น จะว่าโดยทางวงศ์ตระกูลแล้วก็ทรงสืบสายโลหิตมาจากตระกูลขุนนางเจ้านายมาโดยไม่ขาดสายเป็นเวลากว่า ๕ ชั่วคนแล้ว เป็นตระกูลที่สืบสายโลหิตมาอย่างประหลาดอัศจรรย์ คือเป็นตระกูลที่มีปรีชาสามารถ เป็นนักรบ นักกวี นักการทูต และเป็นตระกูลทีทรงศึลทางธรรมถึงขนาดเป็นนักบวชในทางพุทธศาสนาด้วย เพื่อยืนยันในข้อความที่กล่าวนี้ว่ามิได้ยกย่องจนเกินความสัตย์ความจริง ข้าพเจ้าจึงขอลำดับความให้เห็นแต่โดยย่อดังต่อไปนี้ และขอออกตัวไว้ก่อนว่า บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นวิชาการหรือตำรับตำราอะไร เป็นการเล่าเรื่องเก่าๆให้ฟังเท่านั้น
(โปรดติตตามตอนต่อไป)
วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558
พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑
พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑
![]() |
พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑ เป็นรูปปทุมอุณาโลม มีอักขร"อุ" อยู่กลาง ล้อมรอบด้วยกลีบบัว อันเป็นพฤษชาติที่เป็นสิริมงคลในพระพุทธศาสนา ตราอุณาโลมมีรูปร่างคล้ายสังข์เวียนขวา อยู่ในกรอบลายกนก เริ่มใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อพ.ศ. ๒๓๒๘ |
วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558
พระพุทธยอดฟ้ามหาราช กษัตริย์นักรบ นักรัก นักกวี นักการทูต
บทความ "พระพุทธยอดฟ้ามหาราช กษัตริย์นักรบ นักรัก นักกวี นักการทูต" โดยนายเทพ สุนทรศารทูล พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ"มานวสาร" วารสารรายเดือนของชุมนุมนักเรียนเก่าโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ของรัชกาลที่ ๖ ด้วยความจงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและราชวงศ์จักรี
บทความนี้ได้รวบรวม พระราชประวัติแต่แรกที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์พระร่วงในสมัยสุโขทัย และพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ามหาราช
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม สมดังพระปณิธานของพระองค์ที่ว่า
"ตั้งใจจะอปถัมภก
ยอยกพระพุทธศาสนา
ป้องกันขอบขันฑสีมา
รักษาประชาชนและมนตรี"
บทความนี้ได้รวบรวม พระราชประวัติแต่แรกที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์พระร่วงในสมัยสุโขทัย และพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ามหาราช
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม สมดังพระปณิธานของพระองค์ที่ว่า
"ตั้งใจจะอปถัมภก
ยอยกพระพุทธศาสนา
ป้องกันขอบขันฑสีมา
รักษาประชาชนและมนตรี"
(บทความนี้ได้นำมาพิมพ์และมอบให้หอสมุดแห่งชาติ เพื่อประโยชน์ทางประวัติศาสตร์ต่อไป)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)








