นอกจากพระราชกรณียกิจดังกล่าวแล้ว ยังมีพระราชกรณียกิจสำคัญในรัชกาลของพระองค์ คือ
โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ โดยตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่ ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๓๒๕
โปรดเกล้าฯ ให้ยกเสาหลักพระนครใหม่ ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ เดือนหก ขึ้น ๑๐ ค่ำ
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับ และเป็นศูนย์บริหารราชการแผ่นดิน ชื่อพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท
โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีปราบดาภิเษกเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๕ ตรงกับวันจันทร์ เดือน ๘ ขึ้น ๑ ค่ำ เมื่อพระชนมายุ ๔๖ พรรษา
โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และจัดการสมโภชพระนคร เมื่อเสร็จสิ้นการฉลองพระนครแล้ว จึงทรงพระราชทานนามพระนครใหม่ว่า "กรุงเทพมหานครบวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตาลสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประดิษฐ์" (ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ ทรงแปลงสร้อยพระนามพระนครเป็น อมรรัตนโกสินทร์)
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง เป็นที่สถิตของพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร (พระแก้วมรกต)
โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากหอแก้ว ในพระราชวังเดิมเข้ามาประดิษฐาน ณ. พระอุโบสถในพระราชวังใหม่ พระราชทานนามพระอารามว่า วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันจันทร์เดือน ๔ แรม ๔ ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ.๒๓๒๗ รัชกาลที่ ๑ ทรงพระราชดำริสร้างเครื่องทรงถวายสำหรับฤดูร้อนอย่างหนึ่ง ฤดูฝนอย่างหนึ่ง เปลี่ยนทรงตามฤดูกาล ครั้นรัชกาลที่ ๓ ทรงพระราชดำริสร้างเครื่องทรงฤดูหนาวอีกอย่างหนึ่ง จึงเปลี่ยนแปลงมาเป็น ๓ อย่างตามฤดูกาล
โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระเทพบิดร คือพระรูปสมเด็จพระรามาธิบดี(อู่ทอง) ซึ่งเป็นปฐมวงศ์สร้างกรุงศรีอยุธยา มาแปลงเป็นพระพุทธรูปหุ้มเงินปิดทองประดิษฐานไว้ในพระบรมมหาราชวัง พระวิหารน้ันพระราชทานนามว่า หอพระเทพบิดร
พ.ศ.๒๓๓๒ เกิดอสุนีบาตต้องที่หน้ามุขเด็จ เพลิงลุกลามไหม้พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาทเสียหายเกือบท้ังองค์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อลงแล้วสร้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้นแทน
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดและปฎิสังขรณ์วัดหลายแห่ง เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์), วัดระฆังโฆสิตาราม, วัดราชสิทธาราม, วัดยานนาวา, วัดอรุณราชวราราม, วัดสุวรรณาราม, วัดมหาธาตุ, วัดสระเกศ, วัดราชบูรณะ, วัดคูหาสวรรค์, วัดราชาธิวาสวิหาร(วัดสมอราย), วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร, วัดกฎีดาว จังหวัดอยุธยา, วัดสุวรรดาราม จังหวัดอยุธยา และเริ่มสร้างวัดสุทัศน์เทพวราราม แต่ยังไม่ทันสำเร็จในรัชกาลที่ ๑
โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญหลายองค์ ที่ถูกทอดทิ้งอยู่ตามหัวเมืองมาประดิษฐานอยู่ในกรุงเทพฯ เช่น พระโต และพระศรีศากยมุนี จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองสุโขทัยมาประดิษฐานที่วัดสุทัศน์ฯ อัญเชิญพระเทวโลกนาถจากวัดพระศรีสรรเพ็ชญ กรุงศรีอยุธยามาประดิษฐานที่วัดพระเชตุพนฯ
โปรดเกล้าฯ ให้แบ่งหัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันตกซึ่งขึ้นกรมท่า ๑๙ เมือง มหาดไทย ๑ เมือง มาขึ้นกับกรมพระกลาโหม คือ เมืองสงขลา, พัทลุง, ปะทิว, คลองวาน, กุย, ปราณ, ตะนาวศรี, มะริด, กระ, ตะกั่วป่า,ตะกั่วทุุ่ง, พัทลุง, ถลาง, กาญจนบุรี, ไทรโยค, เพชรบุรี, และยังคงขึ้นกับกรมท่า ๘ เมือง คือเมืองนนทบุรี, สมุทรปราการ, สาครบุรี, ชลบุรี, บางละมุง,ระยอง, จันทบุรี,ตราด, และยกเอาเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งขึ้นกับกรมมหาดไทยเดิมให้ขึ้นกับกรมท่า รวมเป็น ๙ เมือง
โปรดเกล้าฯ ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตชำระกฎหมายที่อยู่ในหอหลวงท้ังหมดที่ตกทอดมาแต่กรุงศรีอยุธยา แล้วจัดเป็นหมวดหมู่ เมื่อจัดเป็นหมวดหมู่แล้วเขียนไว้เป็น ๓ ชุด เก็บไว้ในห้องเครื่อง หอหลวง และศาลหลวงประทับตราราชสีห์ คชสีห์ และบัวแก้ว ทุกเล่ม เรียกว่า "กฎหมายตราสามดวง"
โปรดเกล้า ฯ ให้สังคายนาพระไตรปิฎกแล้วจารึกพระไตรปิฎกที่ชำระแล้วลงบนใบลานใหญ่ ปกปิดทองทึบท้ังหน้าและกรอบ พระไตรปิฎกนี้เรียกว่า "พระไตรปิฎกฉบับทอง" เก็บไว้ในหอพระมณเฑียรธรรม" ในวัดพระแก้ว ต่อมาเกิดเพลิงไหม้หอพระมณเฑียรธรรมแต่ไม่ทันได้ไหม้พระไตรปิฎก จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมณฑปเป็นทีเก็บพระไตรปิฎกแทน
โปรดเกล้าฯ ให้ชำระกฎหมายพระสงฆ์ เพื่อให้สมณสงฆ์ปฎิบัติถูกต้องตามแก่สมณเพศ เป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั่วไป และกำหนดข้อปฎิบัตสำหรับราษฎรในการบำเพ็ญตน ในเรื่องที่เกี่ยวกับพระสงฆ์
ทรงฟื้นฟูและวางรากฐานประเพณีและพระราชพิธีต่างๆ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา พระราชพิธีโสกันต์
โปรดเกล้าฯ ให้ส่งเสริม สร้างสรรค์วรรณคดี บางเรื่องทรงพระราชนิพนธ์เอง เช่น รามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท นิราศท่าดินแดง
โปรดเกล้าฯ ให้จัดทำหนังสือพงศาวดารขึ้น โดยโปรดฯให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตชำระพระราชพงศาวดารของไทย ซึ่งเรียกกันว่า "พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ"
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ สำหรับเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคแบบอย่างโบราณราชประเพณี
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
พระพุทธยอดฟ้ามหาราชนั้นทรงเป็นพระมหาวีรบุรุษอย่างไม่มีที่กังขา เมื่อทรงรับราชการอยู่กับพระเจ้าตากสินมหาราช ได้เป็นแม่ทัพออกรบถึง ๑๑ ครั้ง รบชนะมีความดีความชอบก็ได้ทรงเลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์อย่างรวดเร็วมาตลอด
เป็นพระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา เมื่อพระชนมายุ ๓๒ ปี(พ.ศ.๒๓๑๑)
เป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ จางวางพระตำรวจซ้าย เมื่อพระชนมายุ ๓๓ ปี (พ.ศ. ๒๓๑๒)
เป็นเจ้าพระยายมราช เสนาบดีกรมนครบาล เมื่อพระชนมายุ ๓๔ ปี(พ.ศ.๒๓๑๓)
เป็นเจ้าพระยาจักรีอรรถมหาเสนาบดี ที่สมุหนายก เมื่อพระชนมายุ ๓๕ ปี(พ.ศ.๒๓๑๔)
เมื่อครั้งศึกอะแซหวุ่นกี้ พระเจ้าตากสินมหาราชโปรดพระราชทานยศให้เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหึมาทุกนคราระอาเดช นเรศวรราชสุริยวงศ์ องค์วัตรบาทมุสิกากรบวรรัตนนายก เมื่อ เดือน๖ ปีระกา จ.ศ.๑๑๓๙ พระชนมายุ ๔๑ ปี (พ.ศ.๒๓๒๐)
เสด็จปราดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ พระชนมายุ ๔๖ ปี ครองราชย์สมบัติอยู่ ๒๗ ปี
เมื่อเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงทำสงครามป้องกันรักษาอิสรภาพกับพม่าอีกถึง ๘ ครั้ง ขับไล่พม่าออกไปจากแผ่นดินสยาม และตามเข้าไปตีพม่าถึงเมืองพม่าถึง ๒ ครั้ง จนพม่าเข็ดขามไม่มารบกวนอีกเลย สงครามครั้งสำคัญ คือสงคราม ๙ ทัพ ซึ่งพระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่า ทรงยกทัพเข้ามาตีไทยตั้งแต่เหนือจดใต้รวม ๙ ทัพ กองทัพไทยก็ตีกองทัพพม่าแตกพ่ายไปทุกทัพ
พระพุทธยอดฟ้ามหาราชทรงรวบรวมบ้านเมืองไทยเป็นปึกแผ่นกว้างขวางยิ่งกว่าครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้แผ่ขยายอาณาเขตมีประเทศราชมาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารมากมาย ทำให้ราชอาณาจักรไทยมีดินแดนกว้างใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เป็นประเทศมา ทิศเหนือเมื่อเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว ได้เมืองเชียงใหม่, ทิศตะวันออกเฉียงใต้ได้เมืองหลวงพระบาง,เวียงจันทร์, ลานช้าง, ทิศตะวันออกได้เมืองพระตะบอง เสียมราฐ นครจำปาศักดิ์ ศรีโสภณ, ทิศใต้ได้เมืองปะริด กะลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี, ทิศตะวันตกได้เมืองทะวาย ตะนาวศรี บ้านเมืองไทยสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกว้างใหญ่ไพศาล ประเทศเพื่อนบ้าน ลาว ญวน เขมร พม่า มลายู เกรงกลัวทั่วไป
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
พงศาวดารกล่าวว่าเมื่อเสร็จศึกค่ายบางกุ้งแล้ว พระมหามนตรี (บุญมา) จึงขอพระบรมราชานุญาตออกไปรับหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี เข้ามารับราชการอยู่ในกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินก็ทรงแต่งตั้งให้เป็นพระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจนอกซ้าย ขณนั้นพระมหามนตรี (บุญมา) ผู้น้องชาย เป็นเจ้ากรมพระตำรวจสนมขวาอยู่ เราจะต้องทราบด้วยว่า ผู้จดพงศาวดารในรัชกาลนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน คือพระวันรัตน์(ทองอยู่) วัดบางหว้าใหญ่นั่นเอง พระวันรัตน์(ทองอยู่) ผู้นี้เป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้าตากสินมหาราช เพราะพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเรียนพระกรรมฐานกับพระวันรัตน์(ทองอยู่) พระพุทธยอดฟ้ามหาราชก็ทรงนับถือพระวันรัตน์ (ทองอยู่) นี้เช่นกัน ในสมัยที่พระองค์เป็นแม่ทัพใหญ่อยู่ที่กรุงธนบุรี ตั้งบ้านเรือนอยู่ข้างวัดบางหว้าใหญ่ ก็ทรงนำพระพุทธเลิศหล้านภาลัยฝากให้เรียนหนังสือและศิลปวิทยากับพระวันรัตน์(ทองอยู่) พระวันรัตน์(ทองอยู่) ดูดวงชะตาพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแล้วก็กล่าวว่า "ลูกคนนี้มีบุญจะได้พึ่งต่อไปในวันหน้า " เจ้าพระยาจักรี(ทองด้วง) จีงกล่าวว่า "ถ้ามีบุญก็ขอยกให้เป็นลูกเจ้าคุณเสียด้วย"
ต่อมาพระวันรัตน์(ทองอยู่) ได้สึกออกมา แต่พระพุทธยอดฟ้ามหาราชทรงเห็นว่าท่านมีความรู้ดีในพระไตรปิฎก จึงทรงแต่งต้ังให้เป็นหลวงอนุชิตพิทักษ์ รับราชการอยู่ในกรมมหาดไทย ภายหลังได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาพจนาพิมณฑ์ในรัชกาลที่ ๑ รับราชการอยู่ในกรมพระอาลักษณ์ จึงเป็นผู้จดพงศาวดารในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระยาพจนาพิมณฑ์นี้ได้แต่งงาน มีธิดาคนหนึ่งเมื่อโตเป็นสาว ได้ถวายธิดาคนนี้แก่พระพุทธเลิศหล้านภาลัยให้เป็นพระสนม แต่พระพุทธเลิศหล้านภาลัยตรัสว่า "ลูกสาวของพระอาจารย์จะรับไว้เป็นเมียหาสมควรไม่ แต่ไม่รับไว้เขาก็จะะเสียน้ำใจ แต่จะรับไว้เป็นลูกสะใภ้ได้อยู่ดอก" จึงทรงรับไว้ในพระราชวังแล้วพระราชทานพระสนมพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะน้ันเป็นพระเจ้าลูกยาเธอองค์ใหญ่ ดำรงยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ธิดาของพระยาพจนาพิมณฑ์ (ทองอยู่) คนนี้ ชื่อว่า เอม มีบุตรกับพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวองค์หนึ่ง ชื่อว่า พระองค์เจ้าชายชุมแสง ต่อมาเป็นกรมขุนราชสีห์วิกรม เป็นต้นสกุล ชุมสาย ณ อยุธยา ในปัจจุบัน
ที่นำเรื่องพระยาพจนาพิมณฑ์ (ทองอยู่) มาเล่าประกอบเรื่องนี้ไว้ เพื่อจะบอกว่าผู้จดพระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ ๑ น้ัน ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือพระยาพจนาพิมณฑ์ (ทองอยู่) คนนี้เอง ท่านนั่งจดอยู่ที่กรงเทพฯ ไม่เคยมาเมืองสมุทรสงคราม ท่านจึงเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า หลวงอร่ามเรืองฤทธิ์(ทองด้วง)นั้น เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี เพราะมักเข้าใจกันว่า "แขวงบางช้างเมืองราชบุรี" คืออำเภอบางช้าง สมัยน้ันขึ้นแก่เมืองราชบุรี แต่แท้ที่จริง แขวงบางช้าง ขึ้นกับเมืองสมุทรสงคราม และเมืองสมุทรสงครามขึ้นแก่เมืองราชบุรี บางทีท่านอาจจะเห็นว่า เมืองราชบุรีเป็นเมืองใหญ่ สมควรแก่เกียรติยศของหลวงยกกระบัตร(ทองด้วง) มากกว่าเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ท่านอาจจะไม่ได้เฉลียวใจว่า เมืองสมุทรสงครามน้ันเป็นบ้านเมืองกำเนิดของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์(นาค) เป็นเมืองกำเนิดของพระศรีสุริเยนทรามาตย์(เจ้าหญิงบุญรอด) และเป็นเมืองพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อประสูติสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์(บุญรอด) น้ัน สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) พระพี่นางของพระพุทธยอดฟ้ามหาราช ก็อพยพหลบหนีภัยพม่าไปอาศัยอยู่กับพระพุทธยอดฟ้ามหาราชที่เมืองสมุทรสงคราม และได้ให้กำเนิดสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์(เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด) เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๓๐๙ ถ้าพระพุทธยอดฟ้ามหาราชเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี หนีพม่ามาอยู่เมืองสมุทรสงครามแล้ว พี่สาวของท่านจะไปอาศัยอยู่ด้วยได้อย่างไรเล่า ต่อมาวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๑๐(ซึ่งถ้านับเดือนมกราคมเป็นปีใหม่อย่างในปัจจุบัน ก็จะเป็นปีพ.ศ.๒๓๑๑) คืออีก ๕ เดือนต่อมา สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ (นาค)ก็ประสูติพระพุทธเลิศหล้านภาลัยที่เมืองสมุทรสงครามนั่นเอง แสดงว่าพระพุทธยอดฟ้าฯท่านอยู่อย่างหลวงยกกระบัตรสมุทรสงคราม มีผู้คนบ่าวไพร่แวดล้อม เมื่อน้องชายของท่าน คือ นายสุดจินดา(บุญมา) หนีทัพพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยา ก็มุ่งหน้าไปหาพี่ชายที่เมืองสมุทรสงคราม ไม่ได้ไปเมืองราชบุรี เพราะเมืองราชบุรีเป็นเมืองหน้าด่าน พม่าเดินทางเข้ามาทางนั้นจะเดินทางไปหาพี่ชายได้อย่างไร มีภัยอันตรายยิ่งกว่ากรงุศรีอยุธยาเสียอีก แต่หนึไปหาพี่ชายที่เมืองสมุทรสงคราม หวังจะหลบภัยพม่าอยู่กับพี่ชายที่เมืองสมุทรสงคราม แต่พระพุทธยอดฟ้าฯ ท่านคอยสืบข่าวศึกอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับตั้งก๊กเล็กๆอยู่ที่เมืองนั้น ท่านจึงทราบว่าพระเจ้าตากสินมหาราชไปตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ทางเมืองชลบุรี ท่านจึงแนะนำน้องชายให้เดินทางไปพึ่งใบบุญพระเจ้าตากสินมหาราชอยู่ที่นั่น ทั้งคาดการณ์ล่วงหน้าถูกต้องว่าในยามแผ่นดินว่างกษัตริย์เช่นนี้ คนที่จะได้เป็นใหญ่ในบ้านเมืองไม่พ้นพระเจ้าตากสินมหาราชแน่นอน ท่านจึงแนะนำน้องชายให้ไปสืบหามารดาพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ตกค้างอยู่ที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ท่านบอกว่า "เมื่อแม่ลูกเขาได้พบกัน เขาก็จะดีใจอย่างล้นพ้น เจ้าก็จะได้พึ่งใบบุญเขาต่อไป"
การที่ท่านทราบว่ามารดาพระเจ้าตากสินมหาราชตกค้างอยู่ที่เมืองเพชรบุรีน้ัน ย่อมแสดงว่าท่านอยู่อย่างมีบริวารมีหูมีตากว้างไกล รู้ข่าวศึก รู้ว่าพระเจ้าตากสินมหาราชไปตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ทางเมืองชลบุรี รู้ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ในอนาคตด้วยว่า พระเจ้าตากสินมหาราชจะได้เป็นใหญ่ในบ้านเมือง ถึงแก่ฝากของบรรณาการไปผูกพันทางพระไมตรีไว้ คือแหวนสองวงและดาบคร่ำทองโบราณของปู่ท่าน ท่านยังสละให้ไป แล้วก็นัดหมายกับน้องชายว่า เมื่อได้ช่องได้โอกาสให้ออกมารับพี่ชายพี่สาวไปอยู่ด้วย นี่แสดงอยู่อย่างชัดเจนว่า ท่านอยู่ที่เมืองสมุทรสงครามอย่างหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ ที่มีตำแหน่ง มีบริวารข้าทาสไพร่พลอยู่ในเมืองนี้ ไม่ใช่มาอยู่อย่างหนีทัพพม่ามาแต่เมืองราชบุรีแต่อย่างใด ตอนเข้าไปถวายตัวเข้ารับราชการ ก็ต้องมีน้องชายขอพระบรมราชานุญาตยกขบวนออกมารับเข้าไปอย่างมีศักดิ์ศรี เมื่อเข้าถวายตัวก็ได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชวรินทร์ ตำแหน่งเจ้ากรมพระตำรวจนอกซ้ายในทันที ยังไม่ทันได้ออกรบราข้าศึกแต่สักครั้ง แสดงว่าท่านเป็นคนสำคัญอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้าตากสินมหาราช ความรู้จักคุ้นเคยมาแต่ก่อนครั้งบวชอยู่ด้วยกันที่กรุงศรีอยุธยาอย่างหนึ่ง ดาบคร่ำทองโบราณและแหวนที่ฝากไปถวายด้วยความจงรักภักดีอย่างหนึ่ง กับความสำคัญที่เข้าไปถวายตัวด้วยมีไพร่พลติดตามไปด้วยเช่นนี้ พระเจ้าตากสินมหาราชย่อมจะเห็นความสำคัญของพระพุทธยอดฟ้าฯ จึงทรงแต่งต้ังให้เป็นเจ้ากรมพระตำรวจนอกซ้ายทันที ถ้าเปรียบเทียบกันคนอื่นที่หนึทัพเข้าไปถวายตัวอย่างอนาถาเช่น หลวงนายสิทธิ์(หมุด) ก็เพียงได้เป็นนายทหารในยศศักดิ์เดิมก่อน เมื่อได้ทำความชอบแล้วจึงได้เลื่อนหน้าที่ขึ้น แต่ก็ได้เป็นเพียงพระยาอนุราชบุรี ผู้รั้งตำแหน่งเจ้าเมืองชลบุรี เรียกว่าได้รับราชการอยู่ห่างๆ ไม่ได้ไว้วางพระทัยใกล้ชิดให้เป็นเจ้ากรมพระตำรวจนอกตำรวจในเหมือนพี่น้องคู่นี้เลย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

พระราชพงศาวดารจดไว้ว่า เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตั้งกรุงธนบุรีขึ้นแล้ว พม่ายังไม่สิ้นความพยายามที่จะตีเอาไทยเป็นเมืองขึ้นให้จงได้ จึงเตรียมส่งกองทัพเข้าตีเมืองไทยใหม่ ได้ส่งกองทัพเข้ามาตั้งค่ายหาเสบียงอาหารที่เมืองกาญจนบุรี แล้วส่งกองกำลังเข้ามาตระเวนปล้นหาเสบียงอาหารอยู่แถวเมืองราชบุรี ยกกำลังเข้ามาจนถึงค่ายจีนบางกุ้ง เมืองสมุทรสงคราม เข้าล้อมค่ายจีนบางกุ้งไว้ ทหารจีนต่อสู้จนเสบียงอาหารหมด ค่ายจวนจะแตกอยู่แล้ว กรมการเมืองสมุทรสงครามจึงมีใบบอกไปทางกรุงธนบุรี กรมการเมืองในที่นี้พงศาวดารไม่ได้บอกว่าเป็นใคร ไม่ได้บอกว่าเป็นผู้ว่าราชการเมือง เพราะขณะนั้นเจ้าเมืองสมุทรสงครามไม่มีตัว ทางสมุทรสงครามมีแต่หลวงปลัดเมือง คือ หลวงชลสินธุสงคราม (ศร ต้นตระกูล ณ บางช้าง) กับหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์(ทองด้วง) ยกกระบัตรเมืองเป็นกรมการเมืองอยู่ ทั้งสองท่านนี้เกี่ยวดองเป็นวงศ์ญาติกันทางภรรยา กรมการเมืองที่มีใบบอกไปทางกรุงธนบุรีคงจะเป็นสองท่านคู่เขยนี่เอง หาใช่ใครอื่นไม่ พระเจ้าตากสินได้ทรงทราบข่าวศึก "ก็ทรงดีพระทัยดังได้ลาภทั้่งปวง" พงศาวดารว่าไว้อย่างนี้ เพราะขณะน้ันคนไทยไม่มีขวัญ กลัวพม่าเหมือนยักษ์กลัวมารก็ปานกัน ถึงแก่มีคำขู่เด็กขี้อ้อนร้องไห้โยเยว่า "แน่ะ พม่ามาแล้ว" เหมือนที่ขู่เด็กในเวลาต่อมาว่า "เดี๋ยวตำรวจจับ" หรือเหมือนลาวโข่งทางเหนือเวียงจันทร์ขู่ลูกหลานว่า "บักโกย มาแล้ว" (บักโกย นี้คือทหารไทยหรือคนไทยที่ไปรบแล้วกวาดต้อนเอาลาวโข่งมาทางแถว นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี หลายหมื่นคน คนลาวโข่งก็ขยาดทหารไทยเหมือนคนไทยกลัวพม่า) ฉนั้นเมื่อพระเจ้าตากสินได้ข่าวศึกพม่ามาตีค่ายบางกุ้ง จึงทรงดีพระทัยเหมือนได้แก้ว เพราะทรงมีความปรารถนาที่จะตีพม่าให้ราบเรียบ เพื่อปลุกใจคนไทยว่าไม่ต้องกลัวพม่า พม่าไม่ใช่ยักษ์มารที่ไหน เพราะฉนั้นจึงทรงจัดกองทัพเรือขึ้น ๒๐ ลำ มีพล ๒๐๐๐ คน ให้ยกทัพออกจากกรุงธนบุรีแต่ในเวลากลางคืน รุ่งเช้าก็ถึงค่ายบางกุ้ง มีพระมหามนตรีเป็นกองทัพหน้า ทรงคุมทัพมาข้างหลัง แล้วสั่งให้ทหารไทยเข้าล้อมโจรตีทันทีแต่เช้ามืด ทหารไทยไล่ฆ่าฟันทหารพม่าล้มตายในน้ำบนบกเป็นอันมาก ที่หนีไปได้ไม่ถึง ๕๐๐ คน นอกนั้นตายลอยน้ำและตายอยู่บนบกที่ค่ายบางกุ้งเกือบ ๑๕๐๐ คน การศึกคร้ังนี้ก็เลื่องลือไปว่าทหารไทยฆ่าฟันทหารพม่าตายจนเหม็นคุ้งน้ำ ทำให้ขวัญของคนไทยดีขึ้นและพม่าก็เริ่มขยาดฝืมือทหารไทยตั้งแต่น้ันมา
ควรสังเกตุว่าการศึกครั้งน้ันทรงมอบหมายให้พระมหามนตรี(บุญมา) เป็นนายทัพหน้า แน่นอนที่สุดคงจะมีหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ (ทองด้วง) ผู้พีชายช่วยหนุนทางเสบียงอาหารอยู่ด้วย เพราะหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ (ทองด้วง) ไม่ได้หนีไปไหน และไม่ได้หนีทัพมาจากไหน คงเป็นหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ (ทองด้วง) ยกกระบัตรเมืองสมุทรสงครามอยู่ เท่ากับต้ังก๊กเล็กอยู่ที่เมืองสมุทรสงครามพร้อมด้วยหลวงชลสินธุสงคราม (ศร ณ บางช้าง) .ปลัดเมืองซึ่งเป็นคู่เขยกัน และวงศ์ญาติของภรรยาก็อุ่นหนาฝาคั่งเป็นตระกูลใหญ่มีญาติมากอยู่ในเมืองนี้ เมื่อพระพุทธยอดฟ้าได้เป็นพระมหากษัตริย์แล้วนั้น บรรดาวงศ์ญาติที่เมืองนี้ก็กลายเป็นวงศ์ราชินิกุลบางช้างขึ้นมา เท่าที่ลองสำรวจเจ้าเมืองในภาคพื้นนี้ มักเป็นคนในตระกูลบางช้างทั้งสิ้น คนในวงศ์ญาติราชินิกุลบางช้างออกไปเป็นเจ้าเมืองกันมาก เมืองราชบุรีก็เป็นของพวกวงศาโรจน์ เมืองกาญจนบุรีก็คนในวงศ์นี้ เมืองเพชรบุรีก็คนในตระกูลบุนนาค เมืองสุพรรณบุรีก็เหมือนกัน เมืองนครปฐมก็คนในวงตระกูลนี้ที่แยกวงศ์ออกไป พระยาสุนทรบุรีศรีพิไชยสงคราม (ต้นตระกูล สุนทรศารทูล) ก็ไปเป็นเจ้าเมืองนครปฐมหลายชั่วหลายคน หลายคนก็แยกไปจากตระกูล ณ บางช้างนี่เอง เมืองสมุทรสาครก็คนในวงศ์นี้เหมือนกัน คนในวงศ์นี้ออกไปกินเมืองถึงเมืองถลางก็มี
ที่นำเรื่องนี้มากล่าวไว้ก็เพื่อจะยืนยันว่า พระพุทธยอดฟ้ามหาราชทรงเป็นหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ยกกระบัตรเมืองสมุทรสงคราม ไม่เคยเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีเลย เป็นกรมการเมืองคนที่ ๓ รองจากพระแม่กลองบุรี และหลวงชลสินธุสงคราม
(โปรดติดตามตอนต่อไป)