พระมหากษัตริย์ที่สืบสายพระโลหิตมาจากพระพุทธยอดฟ้าทุกพระองค์ ล้วนแต่เป็นนักกวี นักการทูต ตลอดมาทุกพระองค์
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็ทรงเป็นขัตติยกวีเอก
กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ก็ทรงเป็นนักกวีเอก คือ ทรงพระราชนิพนธ์นิราศแม่น้ำน้อย และนิราศนรินทร์ ดังกล่าวแล้ว
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเป็นนักกวี บทละครนอกเรื่องสังข์ศิลปชัย นั่นคือบทพระราชนิพนธ์
กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ก็เป็นนักกวี
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นนักกวี มีอยู่หลายเรื่อง เช่น ปฐมวงศ์ เป็นต้น
พระปิยมหาราช ก็ทรงเป็นนักกวี เรื่องเงาะป่า เรื่องนิทราชาคริต เป็นต้น
พระมหาธีราชเจ้า ก็เป็นนักกวี มีอยู่มากมายหลายเรื่อง
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเป็นนักคึตกวี
พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมหาราช ก็ทรงเป็นนักคีตกวี
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ก็ทรงเป็นนักกวี
นอกจากเป็นนักกวีแล้ว ยังเป็นนักการศาสนา อย่างชนิดที่เรียกว่าบวชจนตายในผ้าเหลืองก็มีอยู่หลายองค์ เช่น
สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ ๑
สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พระราชโอรสกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์
สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระเจ้าลูกยาเธอในพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรศิริวัฒน์ พระราชนัดดาในพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมเด็จกรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระราชนัดดาในพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ดูเหมือนว่าเจ้านายในพระราชวงศ์จักรีนี้ ท่านจะสั่งสอนอบรมกันมาว่า "ให้ฝากชื่อไว้ในแผ่นดิน" ไม่ปรากฎว่าท่านสั่งสอนกันมาแต่ครั้งไหน แต่พระราชจริยาวัตรของท่านดูเหมือนว่าถือปฎิบัติกันมาเช่นนี้ตลอดสายราชวงศ์ แม้จนในสุดท้ายปลายแถวแล้วก็เป็นเช่นนี้ ตัวอย่างเช่น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และ ม.ล. ปิ่น มาลากุล แม้จนสุดสายแล้วอย่างนายกิ่ง พึ่งบุญ ณ อยุธยา และ นายก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ก็ยังเป็นนักประพันธ์มีชื่อว่ า "สุมทุม บุญเกื้อ" และ "ไม้ เมืองเดิม"
เชื้อสายของพระพุทธยอดฟ้ามหาราชนี้ ถ้าไม่มีโอกาสจะรับใช้ชาติบ้านเมืองด้วยการเป็นข้าราชการพลเรือนและนายทหารแล้ว ท่านก็จะเป็นนักกวีและนักประพันธ์ เชื้อสายเจ้านายใน เชื้อสายเจ้านายในพระราชวงศ์จักรีนี้ จึงเป็นนักประพันธ์กันมาก น่าจะมาจากคติที่ถือกันมาว่า "ขอฝากชื่อไว้ในแผ่นดิน" เป็นแน่
ขอสรุปว่า พระพุทธยอดฟ้ามหาราชและเชื้อสายในราชวงศ์จักรี เป็นกษัตริย์นักรบ และนักกวี นักการทูต สืบสายพระโลหิตมาแต่เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน)
พระราชวงศ์จักรี ได้ครองแผ่นดินไทยนี้ สืบต่อกันมา ๒๐๐ ปีเป็นที่อัศจรรย์ ไม่มีพระราชวงศ์ใดครองแผ่นดินได้ยืนยาวนานเช่นนี้เลย เพราะพระราชวงศ์จักรีนี้ เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม สมดังพระปณิธานของพระพุทธยอดฟ้ามหาราชที่ว่า
"ตั้งใจจะอุปถัมภก
ยกยกพระพุทธศาสนา
ป้องกันขอบขัณฑสีมา
รักษาประชาชนและมนตรี"
พระพุทธยอดฟ้ามหาราชพระองค์นี้นอกจากเป็นกษัตริย์ชาตินักรัก นักรบแล้ว ยังทรงเป็นนักวีเอกด้วย นิราศท่าดินแดงนั้นคือพระราชนิพนธ์ที่แสดงว่าทรงเป็นนักกวี เมื่อเสด็จไปรบพม่าที่ท่าดินแดง ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงยาวท่าดินแดงขึ้น ใช้พระนามว่า เจ้าฟ้าจืด เราก็เข้าใจกันว่า เจ้าฟ้าจืดคร้ังกรุงศรีอยุธยา แต่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงค้นพบว่าที่แท้เป็นพระราชนิพนธ์ของพระพุทธยอดฟ้ามหาราช แต่ทรงปกปิดพระนามเนื่องจากเป็นเพลงยาวสังวาส เป็นประเพณีที่ถือกันว่าไม่ควรแต่งเพลงยาวนิราศ จึงต้องปกปิดพระนาม
ต่อมากรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ พระราชโอรส ซึ่งเป็นพระมหาอุปราชในรัชกาลที่ ๒ และเป็นพระบัณฑูรน้อยในรัชกาลที่ ๑ ทรงพระราชนิพนธ์ นิราศแม่น้ำน้อย ก็ทรงปกปิดพระนาม ใช้พระนามแฝงว่า "ศิษย์ศรีปราชญ์" เมื่อทรงพระราชนิพนธ์นิราศนรินทร์ ก็ทรงใช้พระนามแฝงว่า "นรินทร์อิน" ซึ่งเป็นนายมหาดเล็กที่ตามเสด็จในครั้งน้ัน เมื่อพระปิยมหาราชทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนิราศกาญจนบุรี ในพ.ศ. ๒๔๑๖ ก็ทรงใช้พระนามว่า "ท้าวสุภัตติการภักดี(นาค)" ดังนี้เป็นต้น
นอกจากพระพุทธยอดฟ้ามหาราชจะเป็นนักกวีแล้ว ยังทรงเป็นนักการทูตชั้นยอดด้วย ดังจะเห็นได้จากเรื่องที่ทรงฝากดาบฝากแหวนไปถวายพระเจ้าตากสินมหาราชครั้งกระโน้น เพื่อฝากกายถวายชีวิตไว้ นี่คือหลักการทูตนั้นเอง จะขอยกตัวอย่างอีกเรื่องหนี่ง คือ ในรัชกาลพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นทรงแต่งตั้งให้พระพุทธยอดฟ้าไปปราบเวียงจันทร์ คราวที่ไปอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับคืนมาเป็นของไทยนั่นแหละ คราวนั้น ท้าวคำผง (ท้าวกุ) หัวหน้าชาวเวียงจันทร์ได้อาสารบ เรียกว่า เป็นสหายศึกของพระพุทธยอดฟ้า เมื่อพระพุทธยอดฟ้าได้ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว ทรงแต่งตั้งให้ท้าวคำผง( ท้าวกุ) เป็นเจ้าในราชวงศ์ พระราชทานนามว่า พระปทุมวรราชสุริยวงษ์ และตั้งเมืองอุบลขึ้นเป็นเมืองของสหายศึก พระราชทานนามเมืองอุบลว่า "เมืองอุบลราชธานีศรีวนาไลยประเทศราช" ซึ่งมีเมืองเดียวในประเทศไทยที่มีนามว่า "ราชธานี" เป็นราชธานีของใครล่ะ ก็คือ ราชธานีของพระปทุมวรราชสุริยวงษ์นั่นเอง ซึ่งเป็นกุศโลบายทางการทูตชั้นเยี่ยมที่มีเมืองราชธานีอยู่ในภาคอีสาน คอยรับศึกด้านเขมร ลาว อย่างนี้แล้วชาวอีสานจะไม่จงรักภักดีได้อย่างไร
เรื่องอย่างนี้ แม้กรมพระราชวังบวรมหาสุริสิงหนาทก็ทรงเป็นเช่นน้ันด้วย คือ จีนเรือง พระสหายชาวชลบุรีนั้น เมื่อได้ทรงเป็นพระมหาอุปราชก็ทรงขอให้พระพุทธยอดฟ้าแต่งตั้งจีนเรืองเป็นเจ้าต่างกรมมีพระนามว่า กรมขุนสุนทรภูเบศร์ (เรือง) พระราชทานวังให้ที่ท่าพระ คือที่เป็นกรมศิลปากรทุกวันนี้ เรียกกันว่า วังท่าพระนั่นแหละ เชื้อสาย ของกรมขุนสุนทรภูเบศร์ (เรือง) ผู้นี้ พระมหาธีรราชเจ้าทรงพระราชทานนามสกุลให้ว่า "สุนทรกุล ณ ชลบุรี" ปัจจุบันนี้ทราบว่า เป็นผู้พิพากษาอยู่คนหนึ่ง
หลักการของนักการทูตนี้พระราชวงศ์จักรีทรงใช้มาโดยตลอด ที่ประเทศไทยรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้จนทุกวันนี้ ในขณะที่ประเทศใหญ่ๆต้องตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งจนหมดสิ้นนั้น คือเรื่องของนักการทูตชั้นยอดของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีนี้เอง ครั้งรัชกาลที่ ๔ นั้นพวกบุนนาคครองเมือง คนทั้งหลายหวาดหวั่นกันว่าพวกตระกูลบุนนาคจะผลัดแผ่นดินขึ้นครองเมือง เจ้านายทั้งหลายบางคนไม่กล้าออกจากวัง แต่พระจอมเกล้าฯ ก็ทรงเป็นนักการทูตชั้นยอด ได้ทรงปฎิบัติในสิ่งที่พระเจ้าเแผ่นดินแต่โบราณกาลมาไม่เคยปฎิบัติเลย คือทรงส่งเถ้าแก่ผู้ใหญ่ไปสู่ขอคุณแพ หลานสาวของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค) มาเป็นสะใภ้หลวง ทรงจัดการส่งขันหมากไปสู่ขอให้เป็นเกียรติยศหน้าตาแก่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค) แล้วให้ตบแต่งอยู่กินเป็นพระสนมเอกของพระราชโอรสที่จะสืบสันตติวงศ์ต่อไป คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงทราบพระองค์ว่าจะสวรรคตแล้ว ก็ทรงเรียกเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) บิดาของเจ้าคุณแพเข้ามาเฝ้า ทรงมอบพระแสงดาบให้ ทรงมอบเงินให้หลายพันชั่ง ทรงฝากฝังพระราชโอรสว่า "ข้าเป็นคนลูกมากรากดก เมื่อสิ้นบุญข้าแล้ว อย่าให้ลูกข้าครองสมบัติเลย ขอให้เจ้านายขุนนางประชุมเลือกเจ้านายองค์ใด ที่สมควรให้ขึ้นครองราชสมบัติเถิด ลูกข้าอย่าให้เป็นเลย ขอแต่เพียงว่าถ้ามีความผิดร้ายแรงอย่างไร ก็อย่าฆ่าเสียเลย เพียงแต่เนรเทศไปเสียเท่านั้น" นี่แหละคือนักการทูตชั้นยอดที่สืบสายพระโลหิตมา อันไม่มีตำรับตำราเรียนกันเลยในมหาวิทยาลัย แต่เกิดขึ้นเองในพระอุปนิสัยที่ฝังอยู่ในสายพระโลหิตนั่นเอง
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ก็ทรงส่งพระราชโอรสไปเรียนที่ประเทศรัสเซีย ประเทศอังกฤษ และประเทศเยอรมนี พระมหาธีรราชเจ้านั้นเมื่อเกิดสงครามโลกขึ้น ก็ทรงประกาศสงครามเข้าทางฝ่ายพันธมิตร ทรงส่งทหารไทยไปร่วมรบในยุโรปด้วย แล้วก็ได้ผลดีในเวลาต่อมา ในการแก้สนธิสัญญาสิทธิภาพนอกราชอาณาจักรกับฝรั่งเศส พระมหากษัตริย์ไทยที่สืบสายพระโลหิตมาจากพระพุทธยอดฟ้าฯทุกพระองค์ ล้วนแต่เป็นนักกวี นักการทูต ตลอดมาทุกพระองค์
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
พระพุทธยอดฟ้ามหาราช ประสูติเมื่อแรม ๕ ค่ำ เดือน ๔ วันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๗๙ สวรรคตเมื่อแรม ๑๓ ค่ำ ปีมะเส็ง วันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ พระชนมายุ ๗๒ พรรษา ๕ เดือน ๑๘ วัน ทรงมีพระราชโอรสธิดารวม ๔๒ พระองค์ ดังนี้
๑. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ) ไม่ปรากฎพระนาม สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงเก่ายังไม่สิ้น
๒. สมเด็จเจ้าฟ้าชาย (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า) ไม่ปรากฎพระนาม สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงเก่ายังไม่สิ้น
๓.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฉิมใหญ่ เป็นพระราชชายาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเป็นพระมารดาของเจ้าฟ้าสุพันธุวงศ์ ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑ ได้ทรงสถาปนาขึ้นเป็นกรมขุนกษัตรานุชิต
๔. พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระนามเดิมว่า ฉิม พระองค์นี้ทรงเป็นขัตติยะกวีเอก สืบสายพระโลหิตมาแต่พระบิดา
๕.สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ) พระนามเดิมว่า แจ่ม
๖.สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า) ไม่ปรากฎพระนาม สิ้นพระชนม์แต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อคร้ังแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
๗. กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ พระมหาอุปราชวังหน้าในรัชกาลที่ ๒ พระนามเดิมว่า จุ้ย ทรงสืบสายพระโลหิตเป็นขัตติยะกวีเช่นเดียวกัน คือ ทรงพระราชนิพนธ์ นิราศนรินทร์ ในนามในนรินทร์ธิเบศ(อิน) มหาดเล็กของพระองค์ คราวเสด็จเป็นแม่ทัพไปตีพม่า ไปถึงอ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปีพ.ศ.๒๓๕๒ ไม่ได้ไปถึงตะนาวศรีดังที่เข้าใจผิดกัน ทรงพระราชนิพนธ์นิราศนรินทร์เมื่อพระชนมายุ ๓๗ พรรษา ทรงนิพนธ์นิราศแม่น้ำน้อย ในนามแฝง "ศิษย์ศรีปราชญ" เมื่อคร้ังดำรงพระอิสสริยศเป็นกรมขุนเสนานุรักษ์ โดยตามเสด็จพระพุทธยอดฟ้ามหาราชไปตีทวายในพ.ศ. ๒๓๓๔ เมื่อมีพระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา ทรงเป็นต้นสกุล อิศรเสนา และสกุลอื่นๆอีก ๕ สกุล
๘. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า) ไม่ปรากฎพระนาม สิ้นพระชนม์เสียแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
๙. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าประไพวดี กรมหลวงเทพยวดี) พระนามเดิมว่า เอี้ยง
สมเด็จเจ้าฟ้าทั้ง ๙ พระองค์นี้ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี เป็นพระมารดาทั้งสิ้น
๑๐. พระองค์เจ้าชายกล้าย (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากล้าย )
๑๑. พระองค์เจ้าหญิงนุ่ม (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงนุ่ม)
๑๒. พระองค์เจ้าชายทับทิม (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอินทรพิพิธ) เป็นต้นสกุล อินทรางกูร
๑๓.พระองค์เจ้าหญิง (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า) ไม่ปรากฎพระนามสิ้นพระชนม์แต่ยังทรงพระเยาว์
๑๔.พระองค์เจ้าหญิงผะอบ(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผะอบ )
๑๕.พระองค์เจ้าหญิงพลับ( พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพลับ)
๑๖.กรมหลวงเทพพลภักดิ์ (พระองค์เจ้าชายอภัยทัต)
๑๗. กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ (พระองค์เจ้าชายอรุโณทัย) พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ ๓ เป็นต้นสกุล กำภู ณ อยุธยา และอื่นๆอีก ๔ สกุล พระองค์นี้ก็ทรงเป็นนักกวี
๑๘. กรมหมื่นจิตรภักดี (พระองค์เจ้าชายทับ) ต้นสกุล ทัพพะกุล ณ อยุธยา ผู้สลักบานประตูโบสถ์วัดสุทัศน์ (โดยถวายให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงลงพระหัตถ์เป็นฤกษ์ก่อน
๑๙. พระองค์เจ้าหญิงธิดา (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธิดา)
๒๐.กรมหมื่นศรีสุเรนทร์ (พระองค์เจ้าชายคันธรส) ท่านผู้นี้ทรงเป็นนักกวี และต้องสิ้นพระชนม์เพราะแต่งบทกวีด้วยคำโคลงบทหนึ่งที่ว่า
"ไกรสรพระเสด็จได้ ศึกชี
กรมเจษฎาบดี เร่งไม้
พิเรนทร์อเวจี ไป่คลาด
อาจพลิกแผ่นดินได้ แม่นแม้น เมืองมารฯ "
๒๑.พระองค์เจ้าหญิงจงกล (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจงกล)
๒๒. กรมพระรามอิศเรศ (พระองค์เจ้าชายสุริยา) ต้นสกุล สุริยกุล ณ อยุธยา
๒๓. พระองค์เจ้าหญิงเกสร ( พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเกสร)
๒๔.พระองค์เจ้าหญิงมณฑา (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงมณฑา)
๒๕.พระองค์เจ้าหญิงมณี (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงมณี)
๒๖. พระองค์เจ้าหญิงดวงสุดา (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงดวงสุดา)
๒๗. พระองค์เจ้าหญิงจักรจั่น (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงจักรจั่น)
๒๘. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระองค์เจ้าชายวาสุกรี) ท่านเป็นกวีเอก ทรงพระนิพนธ์เรื่อง ปฐมสมโพธิคาถา และลิลิตตะเลงพ่าย
๒๙. กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ (พระองค์เจ้าชายฉัตร) ต้นสกุล ฉัตรกุล ณ อยุธยา
๓๐. กรมหลวงพิเศษศรีสวัสดิสุขวัฒนวิไชย (พระองค์เจ้าชายสุริยวงศ์)
๓๑. พระองค์เจ้าหญิงอุบล (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอุบล)
๓๒.พระองค์เจ้าหญิงฉิมพลี (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉิมพลี)
๓๓.กรมหลวงรักษ์รณเรศ (พระองค์เจ้าชายไกรสร) ต้นสกุล พึ่งบุญ ณ อยุธยา
๓๔. กรมหมื่นศรีสุเทพ (พระองค์เจ้าชายดารากร) ต้นสกุล ดารากร ณ อยุธยา
๓๕.กรมหมื่นณรงค์หริรักษ์(พระองค์เจ้าชายดวงจักร) ต้นสกุล ดวงจักร ณ อยุธยา
๓๖.พระองค์เจ้าหญิงศศิธร (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศศิธร)
๓๗. พระองค์เจ้าหญิงเรไร (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเรไร)
๓๘. พระองค์เจ้าหญิงกษัตรี (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงกษัตรี
๓๙. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ( พระองค์เจ้าหญิงจันทบุรี )
๔๐. กรมหมื่นไกรสรพิชิต ( พระองค์เจ้าชายสุทัศน์) ต้นสกุล สุทัศน์ ณ อยุธยา
๔๑. พระองค์เจ้าหญิงสุภาธร (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุภาธร)
๔๒. พระองค์เจ้าหญิงสุด (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุด)
(โปรดติดตามตอนต่อไป)