นายสุดจินดา(บุญมา) จึงได้เดินทางข้ามทะเลไปยังบ้านแหลมเมืองเพชรบุรี เที่ยวสืบค้นหามารดาพระยาตากสินจนพบ เพราะเคยรู้จักคุ้นเคยกันอยู่ก่อน จึงรับมารดาพระยาตากสินลงเรือไปด้วย เดินทางรอนแรมลัดเลาะไปตามชายฝั่งทะเลแต่ในเวลากลางคืน พอเวลากลางวันก็หยุดพักตามพุ่มไม้ชายฝั่งเรื่อยไป ๑๕ วันจึงถึงเมืองชลบุรี นายสุดจินดา(บุญมา) มีเพื่อนรักคนหนึ่งอยู่ที่เมืองชลบุรี ชื่อจีนเรือง เป็นลูกจึนแม่ไทย จึงได้เข้าพักอาศัยอยู่ที่บ้านจีนเรืองซึ่งเป็นสหายรัก แล้วถามหาพระยาตากสิน จึนเรืองจึงบอกว่าบัดนี้พระยาตากสินได้จากเมืองชลบุรีแล้ว ไปตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่ที่เมืองจันทบุรี
คร้ันแล้วจึนเรืองก็ให้เชิญมารดาพระยาตากสินขึ้่นไปพักนอนบนเรือนชั้นบน ส่วนตนเองพร้อมด้วยครอบครัวแลคณะสหายนายสุดจินดา(บุญมา) ลงมานอนอยู่ใต้ถุนเรือน แล้วจึนเรืองก็ไปหาช้างมาให้มารดาพระยาตากสินขึ้นนั่งบนหลังช้าง ส่วนตัวจีนเรืองนายสุดจินดาและสหายก็เดินระวังตีนช้างไปเหมือนจตุรังคบาท ระมัดระวังรักษามารดาพระยาตากสินอย่างดี เดินทางไปถึงเมืองจันทบุรีจึงให้ปลงช้างไว้นอกกำแพงเมือง ส่วนนายสุดจินดา(บุญมา) ขออนุญาตทหารเฝ้าประตูเข้าไปขอเฝ้าพระยาตากสินแต่เพียงผู้เดียว ขณะน้ันพระยาตากสินกำลังว่าราชการอยู่ที่ท้องพระโรงที่ศาลากลางเมือง แลเห็นนายสุดจินดา(บุญมา) คลานเข้ามาเฝ้ากราบถวายบังคมดั่งเป็นมหาดเล็ก จึงร้องทักด้วยความดีพระทัยว่า "เฮ้ย บุญมาไปอย่างไรมาอย่างไรถึงที่นี่ เป็นสุขสบายดีอยู่ดอกหรือ" แล้วตรัสต่อไปว่า "เรามาอยู่ที่เมืองจันทบุรีนี้ก็เป็นสุขดีอยู่ แต่ยังมีความทุกข์อยู่อีก ๒ ข้อ ข้อหนึ่งคือทุกข์ถึงบ้านเมืองว่าจะแก้มือพม่าได้อย่างไร ข้อสองก็ทุกข์ถึงมารดาของเราว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้เลย ความทุกข์ของเราสองข้อนี้ ถ้าแม้นว่าผู้ใดช่วยเราให้หายทุกข์ได้แล้ว เราจะไม่ลืมคุณเลยจนตลอดชีวิต"
ขณะน้ัน นายสุดจินดา(บุญมา) เห็นได้ช่อง จึงรีบกราบทูลว่า "อันความทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัวสองข้อนั้น ข้าพระพุทธเจ้าขอรับได้ข้อหนึ่ง คือทุกข์ถีงพระราชมารดา ข้าพระพุทธเจ้าช่วยได้ พระเจ้าข้า" พระเจ้าตากสินจึงตรัสถามว่า "เช่นนั้นหรือ บุญมา เจ้ารู้ว่ามารดาของเราอยู่ที่ใด จงเร่งบอกเรามาโดยเร็วเถิด"
นายสุดจินดา(บุญมา) จึงกราบทูลว่า"มารดาของพระเจ้าอยู่หัวพักช้างอยู่นอกกำแพงวัง ขอจงจัดผู้ใหญ่ให้ไปเชิญมาเถิด"
พระเจ้าตากสินจึงให้จัดคนไปเชิญเข้ามาพักในกำแพงวัง แล้วทรงตั้งนายสุดจินดา (บุญมา) เป็นพระมหามนตรี เจ้ากรมพระตำรวจสนมขวาโดยทันที แล้วตรัสว่า "บุญคุณของเจ้าครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เราจักไม่ลืมคุณของเจ้าเลยตลอดชีวิต แม้เจ้ารับราชการอยู่กับเรา จักทำผิดร้ายแรงสถานใด เราก็จะไม่ฆ่าเจ้าเป็นความสัตย์"
ที่นำเรื่องนี้มาเล่ายืดยาวก็เพื่อจะยืนยันว่า พระพุทธยอดฟ้านั้น เป็นหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ ยกกระบัตรเมืองสมุทรสงคราม นามตำแหน่งหลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ เป็นนามตำแหน่งหลวงยกกระบัตรเมืองสมุทรสงคราม นามปลัดเมืองคือ หลวงชลสินธุสงคราม นามเจ้าเมืองคือพระแม่กลองบุรีศรีมหาสมุทร หลวงอร่ามเรืองฤทธิ์ เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองสมุทรสงครามมาต้ังแต่แรก โดยได้ไปอยู่ในบ้านเมืองของภรรยา วงศ์ญาติของภรรยาก็เป็นเจ้าเมืองอยู่ในเวลาน้ันคือ พระแม่กลองบุรี(เสม วงศาโรจน์) ปลัดเมืองก็เป็นวงศ์ญาติของภรรยาด้วย มิหนำซ้ำยังได้แต่งงานกับ คุณแก้ว น้องสาวของคุณนาค ภรรยาของหลวงยกกระบัตรทองด้วงด้วย เรียกว่ารับราชการอยู่ในวงศ์ญาติแวดล้อมคับคั่ง มีไพร่พลมีหูตาสืบข่าวศึกใกล้ไกล รู้ข่าวสารบ้านเมืองได้อย่างดี ไม่ใช่อยู่อย่างหนีศึกพม่ามาแต่เมืองราชบุรี ไม่มีตำแหน่งหน้าที่ไมมีไพร่พลแต่อย่างใดเลย ท่านจึงทราบข่าวนางนกแก้ว มารดาพระยาตากสินว่าเป็นชาวบ้านแหลม เมืองเพชรบุรี คงอยู่ที่บ้านแหลม เมืองเพชรบุรี ท่านจึงมอบเรือสำปั้นและเสบียงอาหารให้น้องชายเดินทางไปรับนางนกแก้ว ไปหาพระยาตากสิน เมื่อพระแม่กลองบุรี (เสม วงศาโรจน์) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองราชบุรี ในปีพ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น หลวงชลสินธุสงคราม (ศร ณ บางช้าง) จึงได้รับแต่งต้้งเป็นเจ้าเมืองแทน ส่วนหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) นั้น เป็นตำแหน่งกรมการเมืองลำดับที่สาม ไม่ได้เลือนขึ้นเป็นปลัดเมืองสมุทรสงคราม แต่ได้เข้าไปถวายตัวรับราชการอยู่ในกรุงธนบุรี ในปีพ.ศ. ๒๓๑๑ นั้นเอง
(โปรดติดตามตอนต่อไป)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น